Saturday, October 31, 2015

ความสำคัญของวันออกพรรษา วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนา


 วันออกพรรษา  ขึ้น 15ค่ำ เดือน 11
ประวัติวันออกพรรษา .....วันออกพรรษามีความสำคัญอย่างไร
วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นสำคัญวันหนึ่งของพระภิกษุสงฆ์ คือ เป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษา หรือออกจากพรรษาที่ได้อธิษฐานเข้าจำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในวันออกพรรษาในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า เป็นวันที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จไปจำพรรษา และแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเทพบุตรพุทธมารดา ซึ่งอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต แต่ลงมาฟังพระธรรมเทศนาที่ชั้นดาวดึงส์




วันออกพรรษา หมายถึงวันที่พ้นจากข้อกำหนดทางพระวินัยที่ต้องอยู่ประจำที่หรือในวัดแห่งเดียวตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน กล่าวคือ เมื่อพระภิกษุได้อธิษฐานอยู่จำพรรษาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 แล้วอยู่ประจำที่หรือวัดนั้นเรื่อยไป จนสิ้นสุดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากวันออกพรรษาแล้วก็สามารถจาริกไปค้างแรมที่อื่นได้

วันออกพรรษา เรียกว่าอย่างหนึ่งว่า “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” คือวันที่พระสงฆ์ทำปวารณากรรม คือเปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตาจิตได้ เมื่อได้เห็นได้ทั้งหรือสงสัยในพฤติกรรมของกันและกัน
วันออกพรรษาหรือวันพระพุทธเจ้าเปิดโลก
ในพรรษาที่ 7 นับแต่ปีที่ตรัสรู้ พระพุทธองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่หนึ่งพรรษา (3เดือน) ครั้นถึงวันปวารณาออกพรรษา วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธองค์จึงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ทางบันไดทิพย์ ทั้ง 3 ได้แก่ บันไดเงิน และ บันไดทอง และ บันไดแก้ว ซึ่งสักกเทวราช (พระอินทร์) ให้พระวิษณุกรรมเนรมิตทอดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สู่โลกมนุษย์ ที่ ประตูเมืองสังกัสนคร ที่นั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนต่างมารอรับตักบาตรภัตตาหารกันอย่างเนืองแน่นชาวพุทธจึงยึดถือปรากฎการณ์ในวัน แรม1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ เรียก “วันเทโวโรหณะ” และ วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก เพราะวันนั้นโลกทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และ บาดาล (นรก) ต่างสามารถแลเห็นกันได้ตลอดทั้ง 3 โลก

ความสำคัญของวันออกพรรษา
วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลดังนี้

1. หลังจากวันออกพรรษาพระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาตให้จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้

2. เมื่อออกพรรษาแล้วพระสงฆ์จะได้นำความรู้จากหลักธรรมและประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างพรรษาไปเผยแผ่แก่ประชาชน

3. ในวันออกพรรษาพระสงฆ์ได้ทำปวารณา เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนเรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ความเคารพนับถือและความสามัคคีกัน

4. พุทธศาสนิกชนได้นำแบบอย่างไปทำปวารณาเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าว ตักเตือนตนเองเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสร้างสรรค์สังคมต่อไป

ประวัติความเป็นมาของวันออกพรรษา

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ ณ พระเชตุวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มีพระภิกษุเหล่านั้นเกรงจะเกิดการขัดแย้งกันจนอยู่ไม่สุขตลอดพรรษา จึงได้ตั้งกติกาว่าจะไม่พูดจากัน (มูควัตร) เมื่อถึงวันออกพรรษาพระภิกษุเหล่านั้นก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหาร กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ แล้วทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วปวารณากันในสามลักษณะ คือด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี”

การถือปฏิบัติวันออกพรรษาในประเทศไทย

วันออกพรรษาเป็นวันปวารณาของพระสงฆ์โดยตรง ที่จะต้องประชุมกันทำปวารณากรรมแทนอุโบสถกรรม สำหรับพุทธศาสนิกชนฝ่ายคฤหัสถ์ ก็ถือว่าเป็นวันพระสำคัญ มักนิยมไปทำทานรักษาศีลและฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีประเพณีเนื่องด้วยวันออกพรรษาอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “ประเพณีตักบาตรเทโว”
คำว่า “ตักบาตรเทโว” มาจากคำเต็มว่า “ตักบาตรเทโวโรหณะ” คือการตักบาตรเนื่องในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทบันทึกไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์เป็นคู่ๆ) ที่ต้นมะม่วงใกล้เมืองสาวัตถีแล้วก็เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่ 7 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน ครั้นออกพรรษาแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จลงสู่มนุษย์โลกทางบันไดพาดลงใกล้เมืองสังกัสสะ
หลักธรรมที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา

ในเทศกาลออกพรรษา มีหลักธรรมสำคัญที่ควรนำไปปฏิบัติ คือ ปวารณา การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้ ในการปวารณานี้อาจแบ่งบุคคลออกเป็น 2 ฝ่าย คือ

1. ผู้ว่ากล่าวตักเตือน จะต้องเป็นผู้มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ที่ตนว่ากล่าวตักเตือน เรียกว่ามีเมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจ พร้อมมูล

2. ผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือน ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้ตักเตือน ดีใจดังมีผู้มาบอกขุมทรัพย์ให้ การปวารณา จึงเป็นคุณธรรมสร้างความสมัครสมานสามัคคีและดำรงความบริสุทธิ์หมดจดไว้ในสังคมพระสงฆ์ การปวารณา แม้จะเป็นสังฆกรรมของสงฆ์ ก็อาจนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมชาวบ้าน เช่น การปวารณากันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ในสถานศึกษา ในสถานที่ทำงาน พนักงานในห้างร้าน บริษัทและหน่วยงานราชการ เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของกิจกรรมวันออกพรรษา

1. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษารวมทั้งหลักธรรม เรื่อง ปวารณาและแนวทางปฏิบัติ

2. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีทักษะในการคิดและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องในวันออกพรรษา และสามารถเลือกสรรหลักธรรม คือปวารณา ไปใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาตนและสังคม

3. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันออกพรรษา และเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคือ ปวารณา

4. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้งและตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา

5. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนได้อย่างถูกต้อง

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่เมืองสังกัสสะนครนั้น พระองค์ทรงเนรมิตให้เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรก สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันได้ ซึ่งต่อมาเรียกกันว่าเป็น “วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก” วันออกพรรษา ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันมหาปวารณา” เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันด้วยเมตตาจิต ปรารถนาดีต่อผู้ถูกตัวเตือน ทั้งกาย วาจา ใจ ส่วนผู้ถูกตักเตือนก็ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้กล่าวตักเตือน โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมีพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันโดยมีความหมายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้ว ปวารณากันในสามลักษณะคือ ด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี และด้วยการสงสัยก็ดี” ประเพณีของชาวพุทธที่นิยมกระทำในเทศกาลวันออกพรรษาคือ

1. ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ โดยในหลายที่ยังทำเป็นข้าวต้มลูกโยน มาไว้สำหรับใส่บาตรการตักบาตรเทโวเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชนจึงได้พร้อมใจกันนำภัตตาหารมาถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จนั้นมีจำนวนมาก บางพวกที่อยู่ห่างจึงไม่สามารถใส่อาหารลงในบาตรได้ จึงต้องทำข้าวให้เป็นก้อน แล้วโยนใส่บาตร จนกระทั่งเป็นประเพณีนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

ตักบาตรเทโว หมายถึง วันทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันออกพรรษาตามความเชื่อของพระพุทธศาสนิกชนว่าเป็นวันที่เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา




“เทโว” ย่อมาจากคำว่า “เทโวโรหนะ” ซึ่งแปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก หมายถึง เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิณาณ แล้วทรงเทศนาโปรดประชาชนในแคว้นต่างๆ ของอินเดียตอนเหนือ ตั้งแต่เมืองราชคฤห์ เมืองพาราณสี เมืองสาวัตถี ตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นบิตุภูมิของพระองค์ทรงเทศนาโปรดพระประยูรญาติทั้งหลายถ้วนหน้า แล้วทรงปรารถนาจะสนองคุณพระมารดา ซึ่งหลังจากประสูติพระองค์ได้ 7 วัน ก็สิ้นพระชนม์ และได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ฉะนั้นในพรรษาที่ 7 หลังจากตรัสรู้พระพุทธองค์จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่ง ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จึงเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาประทับที่เมืองสังกัสสะ ประชาชน พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อทำบุญตักบาตรอย่างหนาแน่น บางวัดก็ทำในวันออกพรรษา คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 บางวัดก็ทำในวันรุ่งขึ้น คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ทั้งนี้ แล้วแต่ความตกลงร่วมใจทั้งทางวัดและทางบ้าน พิธีทำนั้นทางวัดอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในบุษบก ซึ่งตั้งอยู่บนล้อเลื่อนไปช้าๆ นำหน้าพระสงฆ์ พระภิกษุสามเณรถือบาตรเดินตามไปโดยลำดับ พุทธศาสนิกชนต่างก็นำอาหารมาเรียงรายกันอยู่เป็นแถว ตามแนวทางที่รถบุษบกนั้นจะผ่านเพื่อตักบาตร ของที่นิยมใช้ตักบาตรเทโว ซึ่งนอกจากเป็นข้าวปลาอาหารทั่วๆ ไปแล้วยังมีข้าวต้มมัดใต้และข้าวต้มลูกโยนอีกด้วย

การที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาอยู่เพียงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็เนื่องจากมีพระประสงค์จะให้พระพุทธมารดาได้บรรลุโลกุตรธรรมอันเป็นธรรมชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้

2. ประเพณีทอดกฐิน ถือเป็นกาลทาน ที่เป็นประเพณีสำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง โดยมีระยะเวลา 1 เดือน หลังจากวันออกพรรษาคือวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ไปจนถึงกลางเดือน 12

ที่มา: วรวิทย์ โกมลฐิติกานต์

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Tuesday, October 27, 2015

หลักการทำสังฆทานสด



 หลักการทำสังฆทานสด (ของพระราชสิงห์โห หรือหลวงพ่อสมเกียรติ อ̥สโภ)




1 ดอกไม้ให้ครบสามสี (ห้ามดอกกุหลาบ ดอกเข็ม เพราะว่ามีหนาม เปรียบเหมือนเข็มที่ทิ่มแทง จะใช้ดอกไม้นี้สำหรับงานไหว้ครู จะได้มีสติปัญญาเฉียบแหลม สำหรับสังฆทานห้าม)

2 ธูป เทียน

3 น้ำ

4 กับข้าว 5 อย่าง ใส่ถุงอย่างละถุง (กับข้าวห้ามซ้ำกัน)

5 ขนมหวาน หรือผลไม้ให้ครบ 5 อย่าง

6 ข้าวสวยใส่ถุง อย่างน้อย 1 ถุง

7 ปัจจัย (เงิน) เกินอายุ ไม่ต่ำกว่า 1 บาท (เป็นการค้ำอายุ)

8 ทำให้ตรงกับวันเกิดของเราในรอบสัปดาห์ เช่น เกิดวันจันทร์ ก็ให้ทำตรงกับวันจันทร์

9 ให้ทำอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือมากกว่านั้นตามแต่โอกาส โดยเราจะต้องไม่เดือดร้อนเรื่องเงินที่จะซื้อของสังฆทาน ไม่ใช่ทำแล้วไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน ไม่แน่ะนำให้ทำ เพราะเราเบียดเบียนตัวเราเองจะทำให้เกิดทุกข์ ควรพร้อมทั้งกายใจ และกำลังทรัพย์ (ถ้าทำด้วยเครื่องกระป๋อง ต้องเปิดกระป๋องเสียก่อน เช่น เงาะกระป๋อง ปลากระป่อง) การทำสังฆทานสด ต้องทำก่อนเพล (เที่ยง) เพราะพระรับแล้วฉันท์ได้แค่เพล

   สังฆทานสดได้ผลมากกว่าสังฆทานที่ทำทั่วไป ท่านอธิบายว่า
 สังฆทาน คือ การทำบุญอุทิศให้กับผู้ที่เราเฉพาะเจาะจง พระก็เปรียบเสมือนสื่อกลางที่สำคัญ ถ้าพระท่านได้ใช้เลยหรือฉันท์เลย ก็จะทำให้ผู้ที่เราเจาะจงทำสังฆทานได้รับของจากเรา หรือได้รับบุญที่เราทำให้ในทันที แต่ปัจจุบันนี้ สังฆทานที่เป็นถังๆ นานๆทีพระจึงจะนำมาใช้ หรือบางครั้งก็เอาไปขาย บางครั้งก็เอาไปเวียนกลับมาทำใหม่ ซึ่งคนที่เขารอ ก็ไม่ได้ของ ไม่ได้บุญที่เราทำให้ หรือว่าจะได้ก็ช้า ทำให้ได้ผลช้า




   เพราะฉะนั้น การทำสังฆทานสด จึงให้ผลเร็ว เพราะพระท่านฉันท์เลยใช้เลย และถ้าไม่หมดก็ให้ทาน ซึ่งเราก็จะได้อานิสงส์ในทานนั้นต่ออีกด้วย
 อีกทั้ง ถ้าเราได้ทำกับพระที่ปฏิบัติดีแล้ว (มีฌาณ) ท่านจะรู้และจะเห็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา บางครั้งก็จะเห็นเขามารับส่วนบุญ ถ้าเขาขาดเหลืออะไร หรือเราทำอะไรไม่ถูกต้องครบถ้วน เขาจะสื่อให้พระท่านทราบ แล้วทานจะบอกให้เราแก้ไขเสีย เมื่อเขาดีขึ้นก็จะไม่มาเบียดเบียนเรา แล้วจะสงผลให้สิ่งที่เราคาดหวังไว้สำร็จ...
ขอความสุขสมหวังทุกสิ่งจงประสบแด่สาธุชนทั้งหลาย คร๊าบบบบ

ที่มา: พี่บ่าว ภูเก็ต


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Saturday, October 24, 2015

อัศจรรย์ !! ใบมะละกอ ของวิเศษมากคุณค่าที่ เดินข้ามไปข้ามมา รักษาไข้เลือดออก แนวใหม่ใช้ใบมะละกอคั้นน้ำ


 นพ.สมยศ กิตติมั่นคง หัวหน้ากลุ่มพัฒนาการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ว่า มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการรักษาโรคไข้เลือดออกแนวใหม่
 ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ โดยจากการศึกษาข้อมูลซึ่งไปเจอโดยบังเอิญ พบว่า สามารถใช้ใบมะละกอสดมาคั้นน้ำดื่มควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน จะทำให้เกล็ดเลือดของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นได้ภายใน 24-48 ชม.ช่วยลดอัตราการตายลงได้ ยังงงว่าประเทศไทยไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งที่ใบมะละกอบ้านเรามีเยอะแยะ อีกทั้งช่วงนี้มีคนเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกจำนวนมาก



 นพ.สมยศ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวยังไม่เคยทดลองใช้ใบมะละกอกับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก แต่มีงานวิจัยรองรับในหลายประเทศ มีการทดลองในคนไข้แล้วได้ผล เช่น ประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย นอกจากนี้ยังมีการจดสิทธิบัตรน้ำใบมะละกอในต่างประเทศด้วย ไม่ได้ใช้เฉพาะผู้ป่วยเกล็ดเลือดต่ำจากไข้เลือดออกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ในกรณีอื่นด้วย
 นพ.สมยศ กล่าวว่า ผู้ป่วยไข้เลือดออก เกล็ดเลือดจะต่ำลงเรื่อย ๆ เนื่องจากมีภาวะเลือดออก และอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่การดื่มน้ำใบมะละกอวันละ 30 ซีซี. ติดต่อกัน 3 วัน ระดับเกล็ดเลือดที่ต่ำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อถามว่า ได้นำเสนอให้ผู้ใหญ่และผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงสาธารณสุขได้รับทราบหรือยัง นพ.สมยศ กล่าวว่า ยัง แต่ได้เผยแพร่ใน WWW.ล้างพิษตับ.com เฟซบุ้กส่วนตัว ใส่ชื่อตนและเบอร์โทรศัพท์พร้อมให้ข้อมูลเรื่องนี้เพราะมีการรวบรวมงานวิจัยในเรื่องนี้เอาไว้หลายแห่ง อย่างไรก็ตามเริ่มพูดคุยกับ รพ.บางแห่งแล้ว
“สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคไข้เลือดออกด้วยใบมะละกอสด
 คือ ใช้ใบมะละกอสดพันธุ์ใดก็ได้ประมาณ 50 กรัมจากต้นมะละกอ จากนั้นล้างให้สะอาด และทำการบดให้ละเอียด ไม่ต้องเติมน้ำ กรองเอากากออก ดื่มน้ำใบมะละกอสด แยกกาก วันละ ครึ่งแก้ว หรือ 30 ซีซี ติดต่อกัน 3 วัน วิธีนี้มีการวิจัยมาแล้วว่าไม่เป็นอันตราย”นพ.สมยศ กล่าว
 นพ.สมยศ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสารสำคัญตัวใดในใบมะละกอที่สามารถช่วยเพิ่มระดับเกล็ดเลือด รู้แต่ว่ากินแล้วได้ผล และทดลองในคนได้ผล ดังนั้นเมื่อกินแล้วไม่มีผลเสีย หรืออันตราย ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา เพราะปกติผู้ป่วยไข้เลือดออกก็รักษาไปตามอาการอยู่แล้ว ทั้งนี้ได้พูดคุยกับ รพ.บางแห่งแล้วให้ลองนำไปใช้ดู และได้แจ้งเรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่ป้องกันและควบคุมโรคไปดูแล้ว
“ที่ออกมาพูดในเรื่องนี้ไม่ใช่ต้องการให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกนอนดื่มน้ำใบมะละกออยู่บ้าน แล้วไม่ไป รพ. ดังนั้นผู้ป่วยต้องไป รพ. เพราะการวิจัยนี้ทำ รพ.ควบคู่กับการรักษาพยาบาลแผนปัจจุบัน เมื่อเจาะเลือดมาดูพบว่าระดับเกล็ดเลือดเพิ่มขึ้น โดยการวิจัยมีการเปรียบเทียบกัน 2 กลุ่มแล้วคือกลุ่มที่ควบคุมและไม่ควบคุมในการดื่มน้ำใบมะละกอ ”นพ.สมยศ กล่าว.
ใบมะละกอกับการรักษาโรค
 ใบมะละกอ" เป็นน้ำที่สกัดจากใบของต้นมะละกอ และเราทุกคนตระหนักถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของการกินมะละกอ แต่เมื่อเร็วๆนี้สารสกัดจากใบมะละกอได้รับความนิยมเนื่องจากการค้นพบคุณสมบัติของสมุนไพรและมันสามารถช่วยบรรเทาโรคร้ายแรง เช่น โรคไข้เลือดออก และโรคมะเร็งได้
 ด้วยการเพิ่มขึ้นของการเกิดโรคไข้เลือดออก ได้มีความต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับการรักษาด้วยน้ำใบมะละกอ ด้วยขั้นตอนที่ง่ายและราคาถูก จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่เพียงแต่จะได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับอาการของโรคไข้เลือดออกได้ แต่ยังสามารถรักษาโรคได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต้านโรคมะเร็งรวมทั้งมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ
 วิธีทำน้ำใบมะละกอ
 เนื่องจากว่าน้ำใบมะละกอมีรสชาติค่อนข้างขม เราสามารถผสมกับน้ำผลไม้อื่นๆเพื่อลดความขมได้ และขั้นตอนการทำน้ำใบมะละกอที่บ้านตามขั้นตอนดังนี้ ;
นำใบมะละกอขนาดต่างๆมาล้างให้สะอาด ปล่อยให้สะเด็ดน้ำ หั่นให้มีขนาดเล็กแล้วนำไปต้ม โดยใช้น้ำ 2 ลิตร
 ต้มไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ต้องปิดฝาหม้อ จนน้ำลดลงเหลือครึ่งหม้อ
 แล้วกรองเอากากออกจนเหลือแค่น้ำใบมะละกอ เก็บไว้ในตู้เย็นได้ 3-4 วัน แนะนำว่าควรจะดื่มเลยจะดีที่สุด
 ไว้ควรดื่มหากเก็บไว้จนขึ้นฝ้าแล้ว
 อีกวิธีหนึ่งคือ การคั้นน้ำใบมะละกอโดยการแยกกากออกจนเหลือแต่น้ำ
 แม้ว่าน้ำของใบมะละกอจะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็มีข้อห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการแท้ง นอกจากนี้ก็ไม่ควรที่จะบริโภคร่วมกับยาเกี่ยวกับไทรอยด์และโค เอ็นไซด์ Q10
ประโยชน์ของน้ำใบมะละกอที่มีต่อสุขภาพ
 ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ น้ำใบมะละกอ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้เลือดออก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นๆดังนี้ ;
1. โรคไข้เลือดออกเป็นโรคร้ายแรงที่เกิดจากไวรัสไข้เลือดออก โดยยุงลาย โรคนี้อาจถึงแก่ชีวิตได้ตลอดเวลา อาการของโรค เช่น ไข้ขึ้นสูง ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ปวดตามข้อ มีผื่นสีแดงบนร่างกาย ก่อให้เกิดอาการคัน และ ปริมาณของเกล็ดเลือดลดลง จนถึงขณะนี้ยังไม่มียาเฉพาะเจาะจงสำหรับโรคนี้ ยาแอสไพรินและไอบูโปรเฟน มีผลข้างเคียงในตัวมันเอง น้ำใบมะละกอเป็นวิธีรักษาตามธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และหลายกรณีศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า น้ำใบมะละกอ มีเอนไซม์ ไชโมปาเปน และ ปาเปน ที่ช่วยเพิ่มเกล็ดเลือด หรือที่เรียกว่า เกล็ดเลือด และยังบรรเทาอาการของโรค บริษัทผลิตยาได้เตรียมการผลิตสารสกัดจากใบมะละกอ ในรูปแบบของแคปซูล และสูตรแบบเหลว สำหรับให้ได้ผลที่รวดเร็ว แพทย์แนะนำให้ดื่มน้ำใบมะละกอ 20-25มล.วันละสองครั้ง ใน 1อาทิตย์.
2. ใบมะละกอมีคุณสมบัติป้องกันโรคมาลาเรียได้เป็นอย่างดี ในบางประเทศใช้น้ำใบมะละกอในการป้องกันและรักษาโรคมาลาเรีย
3. คุณสมบัติต้านมะเร็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมะละกอมีความเข้มข้นในสารสกัดจากใบ ตามการวิจัยที่จัดทำโดยวารสาร enthnopharmacology พบว่าน้ำในใบมะละกอมีเอนไซม์บางอย่างที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างน่าทึ่ง และเนื้องอกชนิดต่างๆ ที่มีผลต่อร่างกาย เช่น มะเร็งลำคอ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งตับอ่อน ปราศจากสารพิษต่อร่างกาย, ในบางประเทศใช้น้ำใบมะระกอเป็นตัวทำเคมีบำบัด โดยการควบคุม ที-เซลล์ และสารสกัดจากใบมะละกอยังเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโรคมะเร็ง.
4. ใบมะระกอมีสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามิน A, B1, C และ E แคลอรี่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และน้ำใบมีเอนไซม์ ที่สำคัญเรียกว่า ปาเปน ที่ช่วยย่อยอาหารโดยการสลายโปรตีนธรรมชาติ
5. น้ำใบมะละกอ มี สารออกฤทธิ์มากว่า 50 ส่วนผสม รวมทั้งสาร karpain ที่ยับยั้งจุลินทรีย์ อาทิ เชื้อรา หนอนปรสิต แบคทีเรีย เช่นเดียวกันกับรูปแบบของเซลล์มะเร็ง มักจะใช้ยาสมุนไพรเพื่อขับพยาธิ เนื่องจากทีแทนนินที่ปกป้องลำไส้จากการติดเชื้อจากากรฟอกโปรตีนในเยื่อบุของผนังลำไส้ ด้วยวิธีนี้ พยาธิไม่สามารถแนบตัวเอง ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งสาเหตุของไข้ไทฟอยด์
6. อีกประโยชน์ที่น่าตื่นใจของน้ำใบมะละกอ คือความสามารถในการต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัสไข้หวัด มันเป็นวิธีธรรมชาติในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด ใบมะละกอมีมากกว่า 50 ส่วนผสมรวมถึงวิตามิน A,C และ E ที่เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
7. ใบมะละกอสดต้มกับส้มสไลด์บางๆช่วยในการเผาผลาญไขมัน เพราะน้ำมะละกอเป็นตัวที่ช่วยลดได้ดีที่สุด
8. น้ำใบมะละกอมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ในกรณีนี้ ; ใบมะละกอ 1ใบ ,มะขาม และเกลือ ผสมเข้ากันกับน้ำ แล้วนำไปต้ม, แล้วดื่มหลังจากที่เย็นแล้ว เพื่อบรรเทาอาการปวด
 ผิว - กับประโยชน์จากใบมะละกอ
 ผลไม้มะละกอ มีประโยชน์อย่างมากกับผิว จะเห็นได้จากการนำไปพอกหน้า เพื่อช่วยให้ผิวสดใส เปล่งปลั่ง นอกจากผลแล้ว ใบมะละกอยังมีประโยชน์ต่อผิวเช่นกัน
9. น้ำใบมะละกออุดมไปด้วยวิตามิน A และ C เมื่อเทียบกับผลมะละกอ และช่วยส่งเสริมสุขภาพของผิว
10. น้ำใบมะละกอทำหน้าที่เหมือนการล้างผิว สามารถนำมาประกอบกับสาร karpain ที่ยับยั้งจุลินทรีย์และสารพิษอื่นๆ จึงทำให้คุณมีผิวที่สะอาด ปกป้องปัญหาผิวที่จะเกิดขึ้น เช่น สิว ฝ้า และกระเป็นต้น
11. น้ำใบมะละกอ มีประสิทธิภาพในการรักษาแผลเปื่อย กลาก เกลื้อน คุณสามารถ ทาที่มีอาการได้เลย
12 . นำใบมะละกอสด สามารถรักษาแผลและฝี
13. น้ำจากยางใบมะละกอ สามารถทาผิวหนังที่แข็งให้อ่อนนุ่มลง และทาหูดที่เท้าได้
 ผม- กับประโยชน์จากใบมะละกอ
 เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของวิตามิน เกลือแร่ และเอนไซม์ สารสกัดจากใบมะละกอ ใช้ทำแชมพูและครีมนวด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นผมให้แข็งแรง เพิ่มเส้นผมสำหรับคนที่มีผมน้อย , ผมบาง และรังแค เป็นต้น น้ำใบมะละกอมีประโยชน์ต่อผมดังนี้




14. น้ำใบมะละกอมักจะถูกใช้ในการทำสูตรการดูแลเส้นผม เช่น แชมพู และครีมนวดผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง และครีมนวดผมยังผสมกับส่วนผสมอื่นๆ เช่น มะพร้าวและน้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มเส้นผม ให้เงางาม และนุ่มขึ้น
15. สารสกัดจากใบมะละกอถูกนำมาใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นส่วนผสมในแชมพูขจัดรังแค หมายถึง การควบคุมและป้องกันสะเก็ดรังแค เพราะสารจาก Karpain มีประสิทธิภาพในการขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันรวมทั้งสารเคมีที่สร้างขึ้นมาจากผมโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆทั้งสิ้น
 แหล่งที่มา
http://www.stylecraze.com


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

สรรพคุณมะนาวมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน(ใครพอมีเวลาก็นั่งอ่านดูนะจ๊ะ)


1.กลิ่นตัวหายขาดได้เลย เพียงทำครั้งแรกก็ได้ผล
3. ผมร่วงคัน และหัวเป็นรังแค ใช้มะนาวหมักผมจะไม่ร่วง หยุดร่วง หยุดคัน รังแคหาย ผมนิ่มรื่นมีน้ำหนัก ทำให้ผมดกดำและผมไม่หงอก แต่ถ้าผมหงอกแล้ว จะไม่หงอกเพิ่ม ทำสม่ำเสมอ




4. คันหรือเป็นภูมิแพ้ ไม่รู้จักหาย หาหมอก็ไม่หาย ใช้มะนาวหายขาด
5. ตะปูตำเป็นบาดทะยัก ใช้มะนาวก็หาย แผลสด แผลเป็นหนอง
6. น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ น้ำมันร้อนลวก ใช้มะนาว ไม่พอง ไม่แสบ ไม่ด่าง ไม่เป็นแผลเป็น
7. มีดบาด หรือโดนอะไรเป็นแผล หรือเลือดไหลใช้มะนาวแผลแห้งเร็ว และไม่เป็นแผลเป็น เลือดหยุดทันที
8. มือเท้า น้ำกัดเท้า แพ้ผงซักฟอก มะนาวถูทาหาย
9. ตามัว ตาฟาง หรือคันตา ตาแดง
10. เท้าเหม็น จากการใส่รองเท้า ใช้มะนาวถูกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ก็หายไป รับรองหายเหม็น
 ไม่เกิน 10 วัน
11. เป็นฝ้าใช้มะนาวถูหน้าไม่เกิน 1 เดือน หายไม่กลับมาเป็นอีก
12. เป็นสิวเป็นฝ้า กระ ด่าง ดำ ผิวแห้งมีริ้วรอย ผิวชุ่มชื่นมีน้ำมีนวลดูสดใส หญิง-ชาย ทำได้
13. เป็นหูด หายขาด มะนาวถูฝ่าเท้าก่อนนอนช่วยปวดเมื่อยขา

**วิธีทำ ต้องใช้มะนาวแป้นเขียวสดเท่านั้น จึงจะได้ผล ถ้ามะนาวเหลืองไม่ได้ผล

ถ้าทำไม่ถูกวิธีจะไม่ได้ผล ถ้าทำให้ถูกวิธี และทำเป็นประจำรับรองได้ผล 100 %
 1. วิธีทำกับใบหน้า ทำก่อนนอน ทิ้งค้างคืนถึงพรุ่งนี้เช้า ก่อนทำอาบน้ำให้สะอาด เช็ดตัว เช็ดหน้าให้แห้ง เอามะนาวมาปาด หนึ่งซีกไม่ให้ติดไส้ แล้วถูมือ ถูคอ ถูแขน ถูหน้าอก ถูรักแร้ ถูทั้งตัว ถูตรงที่มีกลิ่นอับชื้นได้ทุกที่ ทำทั้งตัวจะไม่มีกลิ่นเหม็น เอามะนาวซีกที่ถูเสร็จแล้วที่ไม่มีน้ำแล้ว หรือยังมีน้ำอยู่ ให้บีบน้ำทิ้งแล้วกลับเอาอีกด้านในที่มีไส้ออกมา ถูหน้า ถูเบา ๆ ถูจนแห้ง ให้ไส้มะนาวออกมาให้หมด ถูไปจนกว่าหน้าแห้ง พอแห้งแล้วเราก็เอามือลูบใยที่ติดหน้าออก เสร็จวิธีทำแล้วเราก็นอน พรุ่งนี้ล้างออกด้วยอะไรก็ได้ เพียงทำครั้งแรกใบหน้าจะนิ่ม และรื่น ทำทุกคืนก็ไม่เป็นไร
 ทำหน้าบีบน้ำมะนาวออกให้หมดจึงจะได้ผล มะนาว 1 ลูก ทำได้ถึง 3 ครั้ง สำหรับทำหน้า ทำทุกคืนยิ่งดี
2. ผมร่วง สระผมทุกครั้งไม่ต้องใส่ครีมนวด สระผมเสร็จเช็ดผมให้แห้งบีบน้ำมะนาว ใส่ถ้วย 3-4 ลูก แล้วแต่ แล้วเอาสำลีจุ่มน้ำมะนาว บีบใส่หนังศีรษะ แล้วนวดหนังศีรษะเบา ๆ นวดดให้ทั่วทิ้งไว้ถึงเช้า จึงไปล้างออกด้วยน้ำเปล่า ผมจะหยุดร่วง ถ้าผมยังไม่หงอก ผมก็จะไม่หงอก ผมนิ่มรื่นเป็นมัน
4. กลิ่นตัวแรง รักษามานานแล้วไม่หายซักที ใช้มะนาวหายขาดไม่กลับมาเป็นอีก วิธีทำ ทำก่อนนอน ปาดหนึ่งซีก ถูกรักแร้ ถูจนพอใจ แล้วทิ้งไว้ถึงเช้า ทำเพียงครั้งแรกกลิ่นก็หายแล้ว มะนาว 1 ลูก ทำได้ถึง 3 ครั้ง ทำก่อนนอน ทำทุกคืนก็ไม่เป็นไร ต้องอาบน้ำให้สะอาดทุกครั้งก่อนทำ
5. เป็นภูมิแพ้ คันไม่รู้จักหาย ทำได้ทุกครั้งเวลาคัน ปาดมะนาวมาถู ๆ ที่ที่คันได้เลย หายคันและไม่กลับมาเป็นอีก
6. น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ น้ำมันกระเด็น บีบน้ำมะนาวใส่ตรงที่เป็นจะเย็นไม่แสบไม่ร้อน ไม่พอง ไม่เป็นแผลเป็น ถ้าเป็นมากก็บีบใส่หลายครั้ง หรือบีบน้ำมะนาวใส่หลาย ๆ ครั้ง
7. มีดบาด หรือโดนอะไรมา เลือดออก และแผลสด ปาดมะนาวมาถู ๆ แล้วปิดทิ้งไว้ ถ้าแผลใหญ่ก็ปาดหลายชิ้น ปิดทิ้งไว้ เอาผ้าผูกไว้เลือดจะหยุดไหล แผลแห้งเร็ว ไม่เป็นแผลเป็นและไม่เป็นหนอง
8. น้ำกัดเท้า หรือแพ้ผงซักฟอก ปาดมะนาวมาหนึ่งซีกถู ๆ หรือบีบน้ำมะนาวใส่ที่เราถูใส่ก็ได้ ทำจนกว่าจะหาย
9. เป็นหูด เอาที่ตัดเล็บหนีบที่หัวหูด ปาดมะนาวมาถู ๆ แล้วปิดทิ้งไว้ ทำจนกว่าจะหาย หูดหายขาดไม่เป็นอีกเลย




 มะนาวมีประโยชน์ตั้ง 108 อย่าง ใช้มะนาวอย่างเดียว ไม่ว่าใบหน้า ผิวพรรณ ผม หรืออื่น ๆ ผม ดกดำเป็นมัน ผิวพรรณสดใส หน้าตาไม่มีริ้วรอยเลย เก็บรักษาไว้ประจำบ้านมีประโยชน์มาก มะนาวอย่าได้ขาดตู้เย็น ( แผลเป็นหนองก็หาย)
ข้อสำคัญไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องเป็นมะนาวเขียวสด เปลือกเหลืองทำไม่ได้

ที่มา:ชมพูนุท ภาโนมัย


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

สัปปะรด + ใบโหระพาใครรู้ตัวว่าเกล็ดเลือดต่ำ ลองกินสูตรนี้ดูนะ 3 วันเห็นผล





 วิธีการ
- สับปะรด 1 ผล ปอกเปลือก และทำความสะอาดให้เรียบร้อย
- นำเนื้อและแกนของสับปะรด หั่นเป็นชิ้นย่อยๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปั่น
- ใบโหระพา ประมาณ 1 ขีด หรือกะเอาเอง ประมาณ 7 ยอด ก็ได้
- จากนั้นนำมาปั่นรวมกัน (แนะนำให้ปั่นนะครับ เพราะส่วนตัวใช้วิธีปั่น จึงนึกภาพไม่ออกว่าถ้าใช้เครื่องคั้นจะออกมายังไง)

สรรพคุณของเครื่องทั้ง 2 รวมกันคือ
1. ทำให้เม็ดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าดีขึ้น
2. เพิ่มเม็ดเลือดแดง หากต้องการให้เพิ่มเม็ดเลือดขาวด้วย ต้องใช้แกนสัปปะรดด้วย
3. ช่วยลดความดันโลหิตสูง
4. ลดลมในตัว
5. ช่วยแก้ไม่ให้เลือดข้นหรือหนืดเกินไป
6. ลดอนุมูลอิสระ
7. ช่วยบำรุงหัวใจ
 สำหรับส่วนตัวที่สัมผัสได้หลังจากการดื่ม น้ำปั่นสับปะรดกับใบโหระพา คือ หลังจากดื่มไปสักครู่ จะรู้สึกว่าตามร่างกายมีเลือดลมไหลเวียน สูบฉีดมากขึ้นจนรู้สึกได้ทันที และหากดื่มก่อนนอน เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกได้ว่าเส้นไม่ตึง ตัวเบาๆ รู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้น ที่สำคัญคือเจ้าน้องชายมันไม่หลับไม่นอนเลยครับ...




แหล่งข้อมูล
 บทความโดย : PrThai.com, PAPANG.COM และ ThaiBizCenter.com
http://www.prthai.com/articledetail.asp?kid=11314
http://www.khaoza.net/2015/09/blog-post_63.html
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

วิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม ด้วยภูมิปัญญาไทย


..น้ำกระชาย+น้ำมะนาว+น้ำผึ้ง เป็นสูตรธรรมชาติบำบัด ที่จะ
สามารถช่วยให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ขึ้นมา แล้วไปเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมอยู่ให้แน่นเหมือนเดิม
 ส่วนผสม “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม




– กระชาย 1 ขีด
– น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
– มะนาว 2 ลูก

วิธีทำ “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม
1. นำกระชายล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำ โดยใช้ครกหินอ่างศิลา หรือ ปั่นโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว
2. นำกระชายที่ตำหรือปั่น มากรองผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ
3. ใส่น้ำผึ้ง และ มะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบ
 แนะนำให้ใช้วิธีการตำโดยใช้ครกหินอ่างศิลา จะช่วยในการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ

เรื่องจริงจากผู้ป่วยโรคกระดูกเสื่อม
“หมอเพชร’ หรือ ดร. กฤษณา รัตนชาลี ศัลยแพทย์ด้านหัวใจ วัย 60 ต้นๆ เรียน จบแพทย์จากอังกฤษ และทำงานประจำอยู่ที่ต่างประเทศ เพิ่งบินกลับมาปฏิบัติธรรม ที่วัดเขาฯ เป็นครั้งแรก เล่าให้ฟังถึงเพื่อนหมอ ซึ่งไปตรวจที่ รพ.ศิริราช พบว่า เป็นโรคกระดูกเสื่อมเฉียบพลัน รพ.ให้ยามากินมากมาย หมอเพชรบอกเพื่อน เอายาทิ้งไปและลองกินน้ำกระชาย ซึ่งตามสูตรธรรมชาติบำบัดเป๊ะยิ่งกว่า ท่าน อ.สุทธิวัสส์ ซะอีก คือ ห้ามเพื่อนใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า ให้ใช้ครกหินอ่างศิลาตำๆ พอกระชายแหลก ก็เอามากรองด้วย




“กระชอนไม้” ปูรองด้วยผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ มาผสมกับ น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว กินอยู่ประมาณ ๑ เดือน ไปตรวจใหม่ หมอที่ศิริราชตกก๊ะใจ สงสัยว่าไปทำอะไรมา มวลกระดูกถึงแน่นปึ้กขนาดนี้!!!!! คนไข้ก็ไม่กล้าบอก หมอถามต่ออีกว่าแล้วยาที่ให้ไปกินหมดรึยัง?…..ยังค่ะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อนหมอเพชรคนนี้ก็กินน้ำกระชายเป็นเครื่องดื่มประจำตัว ประจำบ้าน แล้วไม่เคยป่วยด้วยโรคกระดูกเสื่อมอีกเลย

 เครดิตข้อมูล http://www.fat108.com/how-to-treat-bone-loss-with-wisdom-th…
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

น้ำผึ้งทานอย่างไรถึงจะได้ผลดีมีเคล็ดลับดีมาฝากค่ะ


1. บำรุงสุขภาพ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นดื่มทุกวัน
2. อดนอน น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมน้ำผลไม้
3. ยาอายุวัฒนะ น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ดื่มทุกวัน เช้า / ก่อนนอน
4. นอนไม่หลับ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มเวลาอาหารเย็นหรือก่อนนอน




5 .ไอ หลอดลมอักเสบมีเสมหะ กระเทียม 1-2 กลีบ (ตำให้ละเอียด) น้ำมะนาว ½ เกลือเล็กน้อย พิมเสนหรือการบูร 2-3 เกล็ด น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
6. ท้องอืด ท้องเฟ้อ น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะ น้ำขิงเข้มข้น ½ ถ้วย เกลือเล็กน้อยดื่มวันล่ะ 3 เวลาหลังอาหาร
7. ท้องผูก น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มก่อนนอน
8. เด็กปัสสาวะรดที่นอน น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา (ไม่ผสมน้ำ) ดื่มก่อนนอน
9. ท้องเสียรุนแรง น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ เกลือ ½ ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว
10. เด็กแหวะนม น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ผสมนมให้เด็กดื่ม
11. กล้ามเนื้อเป็นตะคริว น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มทุกมื้ออาหาร
12. ล้างแผลฝีหนอง แผลเรื่อรัง น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผสมน้ำ 9 ส่วนชะล้างแผล หัวหอมแดง 2 หัวตำให้ละเอียด+น้ำผึ้งพอกฝี น้ำสุกที่เย็นแล้วล้างให้สะอาด ใช้สำลีหรือผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดบริเวณแผล
13. แผลไฟไหมน้ำร้อนลวก ถูกท่อไอเสีย ใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดแผล ไว้แล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลทุก 12 ชั่วโมง
14. โรคกระเพาะ ดื่มน้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะขณะปวด และ 3 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอน
15. ผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุรา(ตับแข็ง/โรค ตับ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ ½ ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้งเป็น ประจำ คอเหล้าดื่มน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนนอน




16. ผู้ป่วยริดสีดวงทวาร น้ำผึ้งผสมกระเทียมโทน บริโภควันละ 3 ครั้งหลังอาหาร
17. เด็กโตช้า และโลหิตจาง น้ำผึ้งผสมนมดื่มเป็นประจำ
18. เสียน้ำหรือเสียเลือด( 10-20 % ) น้ำ 1 ถ้วยแก้วผสมเกลือ ¼ ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
19. โรคเด็ก (ทางเดินอาหารผิดปกติ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ถ้วย

ที่มา:ชมพูนุท ภาโนมัย


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

กรรมวิบากของผู้ละเมิดศีล 5


 1. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 1 ฆ่าสัตว์ ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ 




1) ย่อมเกิดในนรก
2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน
3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)
4) ย่อมเป็นผู้มีอวัยวะพิการ
5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์อายุย่อมสั้น บางคนก็ถูกทำแท้งตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

2. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 2 ลักทรัพย์ ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ 

1) ย่อมเกิดในนรก
2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน
3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)
4) ย่อมเป็นผู้ยากจนเข็ญใจไร้ที่พึ่ง
5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์ ทรัพย์สมบัติย่อมพินาศเสียหาย ทั้งจากน้ำท่วม ไฟไหม้ พายุพัด หรือเหตุร้ายต่างๆ

3. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 3 ประพฤติผิดในกาม ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ

1) ย่อมเกิดในนรก
2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน
3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)
4) ย่อมมีร่างกายทุพพลภาพ ขี้เหร่ มากไปด้วยโรค
5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นผู้มีศัตรูรอบด้าน

4. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 4 พูดโกหก ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ 

1) ย่อมเกิดในนรก
2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน
3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)
4) ย่อมเป็นผู้มีวาจาไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ มีกลิ่นปากเหม็นจัด
5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์ จะถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงอยู่เสมอ

5. ผู้ที่ละเมิดศีลข้อที่ 5 ดื่มน้ำเมา ย่อมได้รับกรรมวิบาก 5 สถาน คือ 

1) ย่อมเกิดในนรก
2) ย่อมเกิดในกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน
3) ย่อมเกิดในกำเนิดเปตวิสัย (เกิดเป็นเปรต)
4) ย่อมเป็นผู้มีสติไม่สมประกอบ เป็นคนโง่เขลา ปัญญาอ่อน
5) โทษเบาที่สุด หากเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นบ้า




อานิสงส์ของศีลมีคุณอย่างไม่อาจประมาณได้ เช่นเดียวกัน การละเมิดศีลก็มีโทษภัยอย่างร้ายแรง ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท ให้รีบรักษาศีลตั้งแต่วันนี้ อย่าปล่อยเวลาที่เหลืออันน้อยนิดของเราให้ผ่านไป อย่างไร้คุณค่า ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
“ ก็ผู้ใดทุศีล มีใจไม่ตั้งมั่น พึงเป็นอยู่ 100 ปี ความเป็นอยู่วันเดียว ของผู้มีศีล มีฌาน ประเสริฐกว่า (ความเป็นอยู่ของผู้นั้น)

ที่มา:ชมพูนุท ภาโนมัย


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

เหลือเชื่อ! แค่เอาเท้าไปแช่ลงในเกลือ ผลที่ได้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้


สำหรับคนรักสุขภาพ!!! เทรนด์ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในตอนนี้นอกจากการออกกำลังกายแล้วนั้นคือ “แช่เท้าด้วยเกลือ” ที่ใครก็สามารถทำได้แบบไม่ต้องเสียเงินเข้าสปาเลย แถมได้ประโยชน์มากมายเกิดคาด!!




“เท้า” เป็นอวัยวะที่เราใช้งานหนักมาก เพราะไหนจะต้องแบกรับน้ำหนักเราที่มีหลายสิบโลแล้ว เรายังต้องอาศัยเท้าในการเดินหรือทำกิจกรรมอีกมากมายในแต่ละวัน แน่นอนว่าต้องมความเหมื่อยล้าบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบสวมใส่รองเท้าที่มีส้นสูงๆ
ประโยชน์ของการแช่เท้าด้วยเกลือ
1. ช่วยดึงสิ่งที่ตกค้างในร่างกายออก
2. ช่วยดึงพลังงานลบที่เกิดจากอารมณ์ออก
3. ช่วยดึงประจุพลังงานลบ ซึ่งเป็นพลังงานไม่ดี ออกจากร่างกาย
4. หลังจากที่ดึงพลังงานลบออกจากร่างกายแล้วเราก็ใช้วิธีการรักษาได้ตามปกติ ทั้งนี้วิธีการนี้จะเป็นการช่วยดึงพลังงานลบออกจากร่างกาย ก่อนการรักษา ทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น
5. เมื่อแช่เท้าด้วยเกลือ บ่อยๆ ร่างกายจึงไม่มีพลังงานลบที่ก่อโรคหลงเหลืออยู่อีก และนี่เองจึงทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น

วิธีการแช่เท้าด้วยเกลือ
1. นำกะละมังขนาดที่สามารถวางเท้าแช่ได้-ใส่น้ำลงไปให้ท่วมตาตุ่มจะเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้
2. ใส่เกลือทะเล (ที่เป็นเกลือแบบเม็ด) ลงไปประมาณ 1 กำมือ
3. เอาเท้าเหยียบเกลือที่ยังไม่ละลาย
4. ทำจิตใจให้สงบ หรือเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ นั่งอยู่ประมาณ 15-20 นาที
5. หลังจากนั้นให้ล้างเท้าด้วยน้ำเปล่า
การแช่เท้าด้วยเกลือนั้นคนปกติ สามารถทำได้ทำอาทิตย์ละครั้ง ส่วนคนป่วย ทำได้ทุกวันก่อนนอน หากผู้ใดที่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล มีอาการหนาว สั่น ให้ใช้น้ำอุ่นในการแช่เท้า สำหรับคนที่ร้อนก็ให้ใช้น้ำเย็นแช่ค่ะ
การแช่เท้าเป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนาน ตามหลักทฤษฎีการแพทย์ทางเลือกสาขา Reflexology โดยมีความเชื่อกันว่าเท้า มีจุดสัมผัส ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย เพราะฉะนั้นวิธีกรการผ่อนคลาย ด้วยการแช่เท้าลงในน้ำร้อน จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยกระตุ้นจุดสัมผัสเหล่านี้ด้วยพลังงานความร้อน
ทางด้างผลงานการวิจัยของ นายแพทย์ วิลเลียม วินเทอร์วิตซ์ จากประเทศออสเตรีย มีความคิดเห็นว่า ประสาทรับสัมผัสที่ผิวหนังจะมีวงจรประสาทเชื่อมต่อกัน กับกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย และเมื่อความร้อน มาสัมผัสกับผิวหนัง มันก็จะส่งสัญญาณไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะที่อยู่ห่างไกลได้




ทั้งนี้การแช่เท้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นหรือไม่ก็ตาม ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างดังนี้!
1. ลดอาการปวดบวมที่เท้าแล้ว
2. ลดอาการปวดท้อง
3. กระตุ้นความต้านทานของร่างกาย
4. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
5. ป้องกันอาการมือเท้าเย็นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
6. ลดอาการอักเสบของจมูกและลำคอ
7. ช่วยให้อาการปวดหัวหรือปวดประจำเดือนลดลง
8. ลดอาการคั่งของเลือดที่ส่วนอื่นๆ
9. ทำให้นอนหลับง่ายตลอดคืน เป็นต้น

เครดิตที่มา http://www.bigza.com/news-178383
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : เบ็ดเตล็ดไอเดีย

ที่มา:ชมพูนุท ภาโนมัย


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

วิธีจูงจิตผู้ป่วยใกล้ตาย


..."ถ้าป่วยใหม่ๆ อาตมาแนะนำให้ทำดังนี้คือ
) ให้นำพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร
พร้อมอาหารและของใช้ที่จำเป็น นำไป
ให้ผู้ป่วยเห็นและให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า




"ของทั้งหมดนี้ขอถวายเป็นสังฆทานแก่พระสงฆ์
ในพระพุทธศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้ง
หมดนี้ให้เจ้ากรรมนายเวรของผู้ป่วยได้โมทนา
และอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย"

แล้วญาติก็นำของทั้งหมดไปถวายพระเป็น
สังฆทาน จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบายเพราะ
ได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทำบุญ

) ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก
ก็ควรนำเงินจะมากหรือน้อยตามแต่ศรัทธา
ให้ผู้ป่วยถือไว้และให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

"เงินจำนวนนี้ขอถวายชำระหนี้สงฆ์
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเคยไปหยิบหรือนำ
ของสงฆ์มาโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม"

) ในระหว่างที่นอนป่วยอยู่
ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น
อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัด
ผู้ป่วยลืมตาขึ้นมาเมื่อใดก็จะเห็นพระทันที
จิตของผู้ป่วยจะได้จับอยู่ที่พระใจจะสบายช่วยให้
คลายจากทุกขเวทนาได้บ้าง
และถ้าตายเมื่อใดก็จะไม่ลงนรก

) ถ้าป่วยมากมีทุกขเวทนามาก ควรแนะนำสั้นๆ
ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรืออย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า
ถ้าไปแนะนำยาวๆ จะเกิดอาการกลุ้ม

) ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยตายแล้วไปพระนิพพาน
ให้นึกภาวนาว่า "นิพพานัง สุขัง"
ถ้าคิดว่าป้องกันไม่ให้ลงนรก
ก็ให้ภาวนาว่า "พุทโธ" ให้บอกสั้นๆ อย่าบอกยาว

) ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว
ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้
ให้นึกถึงพระไว้หรือจะนึกถึงพระสงฆ์ก็ได้
อย่าไปแนะนำยาวๆ เพราะเวลานั้นทุกขเวทนามาก
จะทำให้กลุ้ม ดีไม่ดีจิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำ
ไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุ้ม จะทำให้ลงนรกไป
ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอยๆ ตาปรือๆ
อย่าไปพูดมาก




ฉะนั้น การแนะนำคนป่วยก่อนตาย ต้องระมัดระวัง
ให้ดี..."

จาก : หนังสือ ตายไม่สูญ...แล้วไปไหน
โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ที่มา:คำสอนหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Friday, October 23, 2015

จำนวนธูปที่ใช้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์


การกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เราต้องทำคือการจุดธูป แต่หลายคนยังสงสัยว่าเราควรจะต้องจุดธูปจำนวนกี่ดอกต่อการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตางๆ ดูข้อมูลจากที่นี่ได้เลยจ้า
การจุดธูปบูชา เสริมดวงชะตาหรือขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องของความเชื่อที่สืบทอดต่อๆกันมา
การจุดธูป เทียน หมายถึง ไหว้พระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์
การจุดเทียน เป็นตัวแทนของ แสงสว่างชีวิต ดอกไม้หอม แทนคุณงามความดี ความเจริญ
การสักการะถือเป็นการทำอมิสบูชาให้เกิดมงคลแก่ชีวิตโดยการบูชาสิ่งที่ดี ทำให้ตัวเรา มีบารมีมากขึ้น จึงใจสงบขึ้น




จำนวนธูปที่ใช้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์
การสักการะใช้ธูปกี่ดอก
1. พระพุทธรูป ใช้ 3 ดอก แทนพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
2. พระสงฆ์ ใช้ 3 ดอก แทนพระรัตนตรัยและผู้มีพระคุณ
3. พระสงฆ์ พระเกจิอาจารย์บรรลุธรรม จุดธูป 9 ดอก แทนพระรัตนตรัยและผู้มีพระคุณ
4. พระพุทธเจ้าหลวง เสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 ขอพร จุดธูป 9 ดอก
5. พระโพธิสัตว์กวนอิม ขอพรจุดธูป 9 ดอก
6. พระแม่อุมาเทวี ขอพรจุดธูป 9 ดอก (องค์เทพองค์พรหม)
- บน 39 ดอก
- บวงสรวง 16 ดอก
7. ปู่ฤาษี ขอพรจุดธูป 9 ดอก
8. พระภูมิเจ้าที่ -เทพ ใช้ธูป 9 ดอก
- เทวดาธรรมดา 5 ดอก
- ผี 1 ดอก
9. กุมารทอง -จากวัด ใช้ธูป 5 ดอก
- วิญญาณลูก 1 ดอก
10. ไหว้บรรพบุรุษ ให้จุดธูป 1 ดอก
11. ว่านมงคลกาหลง ให้ธูป 5 ดอก
12. พระแม่นางกวัก ให้จุดธูป 9 ดอก
จำนวนของการจุดธูป
การจุดธูป 1 ดอก : เป็นการจุดไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน วิญญาณภาคพื้น
การจุดธูป 2 ดอก : เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณและการจุดธูปบนอาหาร
การจุดธูป 3 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาพระรัตนตรัย บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
การจุดธูป 4 ดอก : เป็นเรื่องเกี่ยวกับธาตุสี่ ใช้ในการสวดเสริมดวงชะตาราศี
การจุดธูป 5 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่และครูบาอาจารย์
การจุดธูป 6 ดอก : เป็นการ จุดธูปเสริมดวงชะตาตามกำลังไฟของอาทิตย์ ของคนที่เกิดวันอาทิตย์
การจุดธูป 7 ดอก : เป็นการจุดบูชาจิตวิญญาณตามศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ และครูบาอาจารย์ที่เสียชีวิตแล้ว
การจุดธูป 8 ดอก : เป็นการเสริมดวงชะตา ตามกำลังพระอังคาร และตามจำนวนอัฎฐเคราะห์
การจุดธูป 9 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาผู้มีพระคุณ พระภูมิเจ้าที่ เทพ เจ้าป่า เจ้าเขา รุกขเทวดา ศาลพระภูมิ ศาลเทพ
การจุดธูป 10 ดอก : เกี่ยวข้องกับธาตุไฟ ตามกำลังของพระเสาร์ มีกำลัง 10 เพื่อใช้ในการสวดเสริมดวงชะตา
การจุดธูป 11 ดอก : ใช้บูชาเทวดาชั้นสูง
การจุดธูป 12 ดอก : ในการบูชาตามกำลังพระราหู ใช้ในการสวดเสริมดวงชะตา คนที่เกิดวันพุธกลางคืน
การจุดธูป 13 ดอก : เป็นเลขไม่เป็นมงคล จึงไม่นิยมจุดบูชา
การจุดธูป 14 ดอก : ใช้จุดธูปบูชารูปปั้นพระสงฆ์ (เป็นการบูชาคุณพระสงฆ์)
การจุดธูป 15 ดอก : ใช้สวดบูชาดวงชะตา เกี่ยวข้องกับธาตุ ตามกำลังของดาวจันทร์
การจุดธูป 16 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาเทพชั้นสูง บูชาเทพชั้นครู หรือ พิธีกลางแจ้ง ที่มีการอัญเชิญเทวดา ที่สำคัญหมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น
การจุดธูป 17 ดอก : เป็นการเสริมดวงชะตา สวดเสริมดวงชะตา




การจุดธูป 18 ดอก : ไม่นิยมจุด
การจุดธูป 19 ดอก : บูชาเทวดาทั้ง 10 ทิศ
การจุดธูป 21 ดอก : บูชาพระคุณของพ่อ การบูชาแม่พระธรณี
การจุดธูป 32 ดอก : ใช้สวดชุมนุมเทวดาทั้ง 4 ทิศ การไหว้ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดินครับและ 1 โลกมนุษย์
การจุดธูป 39 ดอก : การบูชาพระแม่โพสพ
การจุดธูป 56 ดอก : เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบูชาคุณพระพุทธเจ้า
การจุดธูป 108 ดอก : บูชาสิ่งสูงสุดทั่วทั้งโลกทุกชั้นฟ้า

ขอบคุณข้อมูลจาก www.mahamodo.com


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

อานิสงส์ของการตักบาตร


1. ทำให้สุขทั้งกายใจ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
2. มีสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาว โรคภัยน้อย
3. มีทรัพย์สมบัติมาก เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ
4. ถึงพร้อมด้วย รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ทิพยสมบัติและนิพพานสมบัติ
จุดประสงค์ในการทำบุญตักบาตร




1. เป็นการลดความแก่ตัว
2. เป็นการสืบต่ออายุพระศาสนา
3. เป็นการเพิ่มความสุขและสิริมงคลแก่ตนเอง
4. เป็นการอุทิศส่วนบุญแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
หลักเกณฑ์การทำบุญตักบาตร หรือทำบุญทั่ว ๆ ไป
องค์ประกอบในการทำบุญ ต้องประกอบด้วยหลักการ 3 อย่าง
1. สิ่งที่นำมาทำบุญบริสุทธิ์หรือวัตถุบริสุทธิ์
2. มีเจตนาบริสุทธิ์ หมายถึงผู้ให้ ได้แก่ตัวเราเอง ต้องมีใจบริสุทธิ์
3. ผู้รับบริสุทธิ์หมายถึงพระสงฆ์หรือบุคคลผู้ที่เราจะให้ต้องบริสุทธิ์ของใส่บาตร
ของที่นำมาตักบาตร ควรเป็นของที่ดีกว่าที่เรารับประทานหรืออย่างน้อยเช่นเดียวกับของที่เรารับประทาน
ต้องไม่เป็นของเหลือจากส่วนที่เรารับประทานแล้ว และของที่นำมาถวายต้องไม่เป็นของต้องห้ามที่พระฉันไม่ได้เพราะผิดพระวินัย
หลักการปฏิบัติในการตักบาตร
1. ขณะรอใส่บาตร ต้องทำจิตให้สงบ โดยไม่เจาะจงว่าจะใส่พระรูปนั้นรูปนี้
2. เมื่อพระสงฆ์เดินมาใกล้ๆ พึ่งอธิษฐานจิต โดยให้นั่งกระหย่งถืออาหารที่จะใส่บาตรเสมอหน้าผาก กล่าวคำว่าอธิษฐานว่า สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขยาวะหัง โหตุ แปลว่า ทานที่ข้าพเจ้าให้ดีแล้ว ขอจงเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสิ้น ไปแห่งอาสวะกิเลส เทอญ
3. ลุกขึ้นยืน ถอดรองเท้า ยืนบนที่ต่ำกว่าพระสงฆ์ ด้วยอาการสำรวม
4. ใส่อาหารลงในบาตรพระ ด้วยอาการสำรวมระมัดระวัง
5. เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้ว นั่งกระหย่ง แล้วยกมือไหว้พระสงฆ์ จนกว่าท่านจะเดินจากไป
6. หลังจากใส่บาตรเสร็จแล้ว ควรอุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยการกรวดน้ำ จะกรวดขณะนั้น หรือกรวดที่บ้านก็ได้ โดยการอธิษฐานกล่าวว่า อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย แปลว่า ขอบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด
ข้อควรระวังในการตักบาตร




1. อย่าให้ทัพพีภาชนะโดนบาตร
2. อย่าชวนพระสนทนาขณะใส่บาตร
3. ควรถอดรองเท้าทุกครั้ง
4. ไม่ควรใส่สิ่งของที่ใหญ่เกินไป เช่น ขวดน้ำ ข้าวถุงใหญ่
5. ควรจัดอาหารที่หาได้สะดวก
6. ไม่ควรใส่อาหารกระป๋อง ของดิบ หรือของเหลือที่รับประทานแล้ว

เครดิค :นพดล อุ่นตา
ที่มา: พี่บ่าว ภูเก็ต


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Thursday, October 22, 2015

ปริศนาชีวิต 49 วันหลังความตาย ควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะรู้ว่าตายแล้วไปใหน?


1.    ตอนตายใหม่ๆ ถ้าหากสีหน้าปกติ ร่างกายอ่อนนิ่ม สีหน้าเหมือนคนมีชีวิตอยู่ เนื่องจากได้ บรรลุธรรม ดวงวิญญาณจะไปสู่สุคติ
2.    ตอนตายใหม่ๆ ถ้าหากหน้าตาซีดผาด เหมือนคนตกใจ แสดงว่าวิญญาณได้ตกสู่นรกแล้ว
3.    ตอนตายใหม่ๆ  ถ้าหากร่างกายแข็งทื่อ หน้าตาน่ากลัว เพราะความตกใจ




บางคนจะกรีดร้องเสียงคล้ายสัตว์ คนเหล่านี้จะไป เกิด เป็นสัตว์ 4 ชนิด

        สังเกตได้จาก ตา หู จมูก ปาก ตาจะมีน้ำตาออก หูจะมีขี้หู จมูกจะมีน้ำมูก ปากจะมีน้ำลายฟูมปาก เป็นทวารที่ไม่สะอาด 4 ช่องทาง เมื่อจิตวิญญาณออกทางนี้ จะเกิดเป็นสัตว์ 4 ประเภท

- ตา ชอบดูสิ่งเหลวไหล ลุ่มหลงในรูปต่างๆ คนเหล่านี้เวลาใกล้ตาย ดวงตาจะเบิกกว้าง จะไปเกิดเป็นสัตว์ปีก (เกิดออกจากไข่)

- หู ชอบฟังเรื่องเหลวไหล เรื่องซุบซิบนินทา คนเหล่านี้เวลาตายหู จะชันขึ้น จะไปเกิดเป็นสัตว์ที่เกิดจากครรภ์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย

- จมูก ชื่นชมกลิ่นคาวโลกีย์ เช่น เงินทอง สุรา นารี การพนัน ชื่อเสียงลาภยศ และค่านิยมที่ผิดศีลธรรม ฯลฯ จะไปเกิดเป็นแมลง มด ยุง แมลงวัน ฯลฯ บาปหนักมาก วิญญาณจึงถูกตีเป็นเศษวิญญาณ

- ปาก ชอบพูดเรื่องเหลวไหล พูดนินทา พูดวิจารณ์ พูดกล่าวร้ายป้ายสี ด่าคำหยาบคาย
คนเหล่านี้เวลาตาย ปากจะอ้าค้างอยู่ตลอดจะเกิดเป็น สัตว์น้ำ ไปอยู่กับรสชาติที่โสโครกและสกปรก

แล้วเมื่อออกจากร่าง วิญญาณจะไปที่ไหนล่ะ?
     
ดวงวิญญาณที่ออกจากร่างในตอนแรก จะวนเวียนอยู่บริเวณนั้น พอได้สติก็จะมีท่านมัจจุราชทำหน้าที่มานำเอาวิญญาณของมนุษย์หรือสัตว์ที่ชะตาถึงฆาต พาไปยังยมโลกเพื่อตรวจสอบบาปบุญความดีความชั่วในขณะที่มีชีวิตอยู่

วิญญาณบาปจะถูกนำตัวส่งไปนรก 8 ขุมใหญ่ แต่ละขุมแบ่งย่อยขุมละ 36 แห่ง แต่ละแห่งมีการลงทัณฑ์และทรมานอีก 800 ด่าน แต่ละด่านมีเครื่องทรมานนับไม่ถ้วน วิญญาณบางดวงอาจตกนรกทั้ง 8 ขุมเลยก็มี โดยเฉพาะคนที่ทำกรรมชั่วมหันต์ หรือเรียกว่า 'อนันตริยกรรม' มีอยู่ 5 อย่าง คือ

1. ฆ่าพ่อ

2. ฆ่าแม่

3. ฆ่าพระอรหันต์

4. ยุยงสงฆ์ให้แตกแยก

5. ทำร้ายพระพุทธเจ้าห้อเลือด

หลังจากที่คนเราตายประมาณ 1-2 วัน ปกติแล้วเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองตาย

7 วันให้หลังเขาจึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว วิญญาณจะถูกกักบริเวณไว้ 49 วันเพื่อรอพิจารณาคดี
ในระหว่างนั้นผู้ตายก็กำลัง รอบุญกุศลจากลูกหลานทางโลกที่กำลังง่วนอยู่กับงานศพ


เรามาดูปรากฏการณ์ 49 วัน ชีวิตหลังความตายกันดูนะคะ

ขณะที่วิญญาณของผู้ตายออกจากร่าง ชีวิตหลังความตายก็เริ่มต้น เปิดฉากขึ้นในโลกที่ผู้ตายต้องเข้าไปเพียงลำพังเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถเอาติดตัวจากโลกมนุษย์ได้ เว้นเสียแต่ บาป กับ บุญ เท่านั้น

เจ็ดวันรอบแรก วิญญาณผู้ตายต้องเดินผ่านดงหมาป่า ซึ่งมีฝูงหมาป่าดุร้ายเหมือนเสือขวางทาง
- เมื่อวิญญาณบาปไปถึง ก็เกิดหวาดกลัวไม่กล้าเดินต่อไป ฝูงหมาป่าเห็นดังนั้นก็กระโจนเข้าขย้ำขบกัดวิญญาณบาปจนเลือดท่วมตัว กรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทุกขเวทนา
- ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงดงหมาป่าก็จะมีหมู่เทวทูตคอยพิทักษ์คุ้มครอง พวกหมาป่าได้แต่นิ่งเฉยไม่กล้าทำอะไร จึงผ่านไปได้โดยปลอดภัย

เจ็ดวันรอบที่สอง เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านประตูผี เจ้าหน้าที่ผู้รักษาด่าน...
- เมื่อเห็นเป็นวิญญาณบาป ก็จะทุบตีอย่างไม่ปรานี และยังมีพวกเจ้ากรรมนายเวร พากันมาทวงหนี้เวลานั้น
 - ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงด่านประตูผีจะได้รับการต้อนรับและสามารถผ่านด่านนี้ไปโดยปลอดภัย

เจ็ดวันรอบที่สาม เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงยมโลก

- ถ้าเป็นวิญญาณบาปก็จะถูกโซ่ตรวนไว้ และถูกบังคับนำไปอยู่ตรงหน้าหอกระจกส่องกรรม
ยามมีชีวิต...ทำชั่วอะไร ภาพก็จะปรากฏขึ้นเองอย่างอัตโนมัติ เสร็จแล้วก็จะถูกคุมตัวไปรับการพิจารณาโทษ ถึงวิญญาณบาปจะเริ่มสำนึกผิดตอนนี้ แต่ก็สายเสียแล้ว

- ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงจะได้รับการต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่พาไปท่องเที่ยวนรกขุมต่างๆ และพาไปดูสภาพของบรรดาญาติพี่น้องที่ทำบาป กำลังรอคอยการพิจารณาตัดสินความผิด

เจ็ดวันรอบที่สี่ เมื่อมาถึงด่านภูเขากระดาษเงินกระดาษทอง

- การจะขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ยากลำบากมาก กระดาษเหล่านี้ได้มาจากลูกหลานญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์หลงงมงายเผาส่งไปให้ ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากา ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วแม้ผู้ตายจะได้รับก็ไร้ประโยชน์

เจ็ดวันรอบที่ห้า วิญญาณผู้ตายมาถึงหอดูบ้านเดิม

- ได้เห็นลูกหลาน คนในครอบครัวต่างไว้ทุกข์ด้วยความเศร้าโศกเสียใจกับการตายของตน

- ถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าตนเองตายแล้ว ไม่อาจกลับบ้านได้อีก ได้แต่เสียใจอาลัยอาวรณ์




เจ็ดวันรอบที่หก เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านคุมบัญชี
 - ยมบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูบาปบุญที่ผู้ตายได้สร้างสมตอนมีชีวิต หลังจากหักลบกันแล้ว
        ถ้าบุญมีมากกว่าบาปก็จะให้ไปเกิดยังสุคติภูมิ
        ถ้าบาปมีมากกว่าบุญ จะส่งไปยังนรกภูมิ รับทุกข์อย่างน่าเวทนา

เจ็ดวันรอบที่เจ็ด เมื่อวิญญาณผู้ตายไปถึงด่านตรวจสอบ

-  ยมบาลก็จะสั่งเลขาให้ตรวจสอบดูว่า ผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไม่
         ถ้าได้ถือศีลกินเจ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ก็จักลหุโทษ
         ถ้ามัวหลงผิดฆ่าสัตว์เพื่อความสุขของปากท้องก็จะเพิ่มโทษเป็นเท่าตัว.

กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ขอให้ทุกคนในขณะมีชีวิตอยู่นั้น เร่งสะสมความดีกันให้มากๆ นรก-สวรรค์นั้น ไม่ใช่สิ่งลวงโลก ตอนนี้ท่านอาจยังไม่เห็น แต่สักวันท่านก็ต้องเห็น กฏแห่งกรรมนั้นเป็นเรื่องจริง ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท

ข้อมูลจาก oknation


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

เหลือเชื่อ! ถ้าคุณกินน้ำมะพร้าวติดต่อกัน 7 วัน กับผลลัพธ์ที่ได้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญ ก็ยังอธิบายไม่ได้


   น้ำมะพร้าวมีสรรพคุณวิเศษตามที่หลายคนกล่าวอ้างจริงหรือไม่? คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับสารพัดประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว แต่คราวนี้คุณจะได้อ่านเกี่ยวกับข้อดีของน้ำมะพร้าวที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน คุณอาจไม่รู้ว่าน้ำมะพร้าวมีโครงสร้างที่เข้ากันได้ดีกับพลาสม่าที่อยู่ในกระแสเลือดของมนุษย์เรา ยิ่งไปกว่านั้นน้ำมะพร้าวยังเคยถูกนำมาใช้ในยามสงครามเพื่อชดเชยเลือดที่สูญเสียไปและสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมาย




   ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากน้ำมะพร้าวอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก คุณสามารถหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไปและคุณจะทึ่งกับประโยชน์อันมหาศาลของผลไม้ประเภทนี้ แม้น้ำมะพร้าวจะมีรสชาติไม่อร่อยอย่างที่คิด แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ดื่มสุดยอดน้ำล้างพิษชนิดนี้แน่นอน
จะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าเราดื่มน้ำมะพร้าว?
   ระบบภูมิคุ้มกันของเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังช่วยกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคหนองใน โรคเหงือก และไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด โรคติดเชื้อต่างๆ และโรคไข้รากสาดใหญ่ได้อีกด้วย นอกจากจะเสริมสร้างพลังงานแล้วน้ำมะพร้าวยังช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ แถมยังดีต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเนื่องจากมันมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะโดยธรรมชาติ ทั้งทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะจะได้รับการชำระล้างจากนั้นร่างกายจะขับสารพิษออกมา ที่น่าทึ่งคือมันสามารถสลายก้อนนิ่วได้ด้วย และเนื่องด้วยมีปริมาณเส้นใยอาหารสูงจึงดีต่อระบบย่อยอาหาร หากคุณดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำมันจะไปกำจัดกรดในกระเพาะอาหาร ไม่ต้องห่วงเรื่องอ้วนด้วยเพราะน้ำมะพร้าวมีระดับไขมันที่ต่ำมากและช่วยลดความอยากอาหารของเรา




   หากคุณมีสิวและผิวแห้งหรือผิวมัน เพียงใช้ผ้าชุบน้ำมะพร้าวและทาลงไปบนผิวหนัง น้ำมะพร้าวจะชำระล้างสิ่งสกปรกและทำให้ผิวหนังสดชื่น ที่สำคัญมันจะช่วยเปิดรูขุมขน หากดื่มน้ำมะพร้าวผสมกับน้ำมันมะกอกก็สามารถฆ่าเชื้อโรคและกำจัดปรสิตในลำไส้ได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพได้หลายอย่าง หากดื่มวันละหนึ่งแก้วทุกเช้าจะช่วยรักษาระดับความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์และไม่ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หากคุณดื่มแอลกอฮอล์ในตอนกลางคืนพอเช้ามาคุณอาจรู้สึกปวดศีรษะ ดังนั้นถ้าต้องการกำจัดอาการปวดศีรษะหรืออาการเมาค้างและชดเชยของเหลวที่สูญเสียไปคุณสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าว ขณะเดียวกันถ้าคุณต้องการให้ผิวชุ่มชื่นและเปล่งปลั่งตลอดทั้งวัน การดื่มน้ำมะพร้าววันละแก้วก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้หลังจากที่ออกกำลังกายมาอย่างเหน็ดเหนื่อยคุณสามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อให้ร่างกายของคุณกลับมามีพลังอีกครั้ง ทั้งช่วยเพิ่มพลังงาน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันแบคทีเรียและอาการติดเชื้อต่างๆ ตามด้วยน้ำหนักลด คุณยังต้องการอะไรอีกไหม?


ที่มา: khaobox


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

การไหว้แม่ย่านางรถและคำถวายของไหว้แม่ย่านางรถ ใครมีรถควรอ่าน



การไหว้แม่ย่านางรถ ประเภทใช้ผลไม้ วัดเนินทอง

เป็นความเชื่อส่วนบุคคล

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมดังนี้




1.ผลไม้ 5 อย่าง โดยเอากล้วยน้ำว้าสุก 2 หวี และผลไม้อย่างอื่นๆอีก 4 อย่าง
2.ข้าว 1 ถ้วย
3. น้ำ 1. แก้ว
4. หมาก ,พูล,ยาเส้นสีฟัน 3 คำ
5. ยาสูบ 3 มวน

วันเวลาที่ควรไหว้ ตามธรรมเนียมแต่โบราณ คือ ช่วงสงกรานต์ หรือแล้วแต่จะประยุกต์เอาเดือนไหนก็ได้ หากเป็นรถใหญ่ รถทัวร์ การงานการเงินดี อาจจะต้องไหว้ปีละ 2 ครั้ง รถยนต์ก็ปกติปีละครั้ง เวลาเช้าจัดโต๊ะที่หน้ารถ สตาร์ทเครื่องยนต์ บีบแตร 3 ที จุดธูป 9 ดอกบอกถวายเฉพาะแม่ย่านางรถอย่างเดียวเท่านั้น

คำถวายของไหว้แม่ย่านางรถ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ…ว่า 3 จบ
สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ
ทุติยัมปิ สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ
ตะติยัม สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ….

ลูกขอถวายสิ่งของเหล่านี้แก่แม่ย่านางรถ ขอท่านจงรับซึ่งสิ่งของเหล่านี้เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ลูกทั้งหลายเทอญ สาธุ…ตอนนี้เราก็พูดในสิ่งที่ดีๆมีโชค ร่ำรวย ทำมาค้าขายให้เงินไหลกอง ทองไหลมา จงเกิดมีแก่เรา และรอประมาณ 20 นาที แล้วจุดยาสูบ 3 มวนให้เจ้าที่ด้วย และรอประมาณ 3 นาที แล้วมาว่าคำลา

คำลาของไหว้แม่ย่านางรถ




นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ….ว่า 3 จบ
พุทธังลา ธัมมังลา สังฆังลา ข้าพเจ้าขอลาสิ่งของเหล่านี้เพื่อให้เป็นทานต่อไป เป็นยารักษาโรค อย่าให้เกิดโทษเลยนะ เสสัง มังคะลา ยาจามะ

ข้อมูลจาก เพจนพดล อุ่นตา


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Wednesday, October 21, 2015

5 สมุนไพรช่วยบำบัดโรคกระเพาะอาหาร



โรคกระเพาะอาหารคนที่มีปัญหาเรื่องโรคกระเพาะอาหารส่วนมากกินอาหารไม่ตรงตามเวลาจึงต้องปรับเปลี่ยนการกินอาหารให้ตรงเวลาวันนี้นำสมุนไพรที่ช่วยบำบัดโรคกระเพาะอาหารมาให้มีดังต่อไปนี้



1. กล้วยดิบ
นำมาฝานเป็นแว่นๆแล้วนำไปตากแดด 2 วัน หรืออบแห้งอุณหภูมิ 50 c บดให้ละเอียดเก็บใส่โหลนำมากิน1~2ช้อนโต๊ะ ชงกินกับน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันกินก่อนอาหาร 1/2 ชม.
2. ขมิ้นชัน
ใช้เหง้าแก่ที่สดๆล้างให้สะอาดนำไปตากแดดจัดจนแห้งแล้วนำมาบดละเอียดเก็บใส่ขวดโหลเวลากินนำมาใส่น้ำอุ่น ชงกินใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนขมิ้นชัน 1 ช้อนชงดื่ม วันละ 4 ครั้งเช้า,กลางวัน,เย็น,ก่อนนอน หรือนำมาปั้นเป็นลูกกลอนใส่น้ำผึ้งกินวันละ 3~4เม็ดทุกอย่างกินก่อนอาหาร
3. ว่านหางจระเข้
ใช้ใบสดเพิ่งตัดใหมจากต้นนำมาล้างให้สะอาดปอกเปลือกออกให้
เหลือแต่วุ้นใสข้างในหากมียางสีเหลืองให้ล้างออกก่อนหั่นวุ้นเป็นชิ้นเล็กๆขนาด 3 นิ้ว ล้างสะอาดอีกครั้ง นำมากินวันละ 2 เวลา ก่อนอาหารเช้า~เย็น
4. กระเจี๊ยบเขียว
ใช้ลวกกินกับน้ำพริก เพราะในผลกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี
5. ฝรั่ง
ผลของฝรั่งจะมีสารแทนนินอยู่มากจะช่วยยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรคและสมานท้องและลำไส้ ลดอาการอักเสษของกระเพาะลำไส้และช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนด้วย

ที่มา: พี่บ่าว ภูเก็ต




กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

สมุนไพร รักษาโรคอัลไซเมอร์




1. เกสรดอกบัวหลวง 1 หยิบมือ
2. มะตูมแห้ง 3 แว่น คั่วในกระทะ
หรือย่างก่อนจะหอมยิ่งขึ้น
3. ตะไคร้สด 3 ต้น
4. ใบเตย 3 ใบ
5. น้ำ 1 ลิตร




นำทุกอย่างใส่หม้อต้มรวมกันจนเนื้อมะตูมแห้งบาน แล้วเก็บไว้ดื่มวันละ 1 แก้ว ใครมีญาติผู้ใหญ่เริ่มหลงๆ ลืมๆ ควรทดลองต้มให้ท่านดื่ม ได้ผล
หมายเหตุ: สูตรนี้ไม่จำเป็นต้องกินตลอดไป พอความจำดีขึ้นก็หยุดกิน หากเริ่มกลับไปหลงๆ ลืมๆ อีก ก็ทำกินใหม่
- เกสรดอกบัวหลวง หาซื้อได้จากร้านขายยาจีนแผนโบราณ
- มะตูมแห้ง มีขายในตลาดสด ร้านขายของชำ หรือร้านค้าผลิตภัณฑ์สุขภาพทั่วไป
: สูตรนี้ นำมาจากตำราแพทย์แผนโบราณ
เครดิต : นพดล อุ่นตา

ที่มา: พี่บ่าว ภูเก็ต


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

แก้คำสาป..คำแช่ง..คำสาบาน..คำอธิฐาน..คำขออธิฐานให้พ้นจากคู่เวรคูรรม...ถอนคำอธิฐานการไร้คู่..ให้ เจอเนื้อคู่



.........."คำสาป คำแช่ง คำด่า สัญญาสาบาน การบนบานสานกล่าว"เป็นเสมือน"บ่วง"ผูกรัดมัดตรึง เป็นพันธะแบบ 1ในขันธ์ 5 เป็นกรรมสำคัญประการหนึ่ง การระลึกนึกรู้เป็นบุญยิ่งนัก เพราะคนส่วนใหญ่หลงลืมหรือเลือกท่ีจะ "ทำเป็นลืม" ผมเป็นเหมือนกับทุกๆคนละครับ "มีโกรธ มีโลภ มีรัก มีหลง"และเเรงครับ กว่าจะมีสติระลึกรู้ได้ว่าเป็นรากแห่งทุกข์ เป็นฐานให้ประสบพบเจอกรรมและผลกรรม พระอาจารย์ได้สอนถึง "วันมหาปวารณาของพระภิกษุสงฆ์ในช่วงวันออกพรรษา รวมถึง การปลงอาบัติ"ผมถึงได้ทราบว่า หนทางแก้ไขสิ่งหรือเรื่องราวท่ีผ่านมาตามหลักพระพุทธศาสนานั้น"ทำได้" แต่ต้องมี"กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ท่ีรู้สำนึกว่า ผิดไปเเล้ว ต้องการการแก้ไข ไม่ใช่เพื่อการแก้ตัว ไม่ใช่การแก้กรรม หรือหนีกรรม" หากตัวเรานึกได้ว่า รู้ได้ว่า จำได้ว่า รู้สึกว่า เคยสร้างกรรมใดๆมาในทุกสถานขอให้ ไปนั่งหน้าพระพุทธรูป มีพระสงฆ์ร่วมรับรู้ด้วยยิ่งดี มีพานใส่ดอกไม้ธูปเทียน ไหว้พระรับศีล บูชาพระรัตนตรัยแล้วให้เเจ้งพระคุณเจ้าว่าเราต้องการแสดงอะไร ท่านรับรู้เเล้วเรา ก็ยกพานดอกไม้ธูปเทียนหรือธูปเทียนแพร กล่าว




........."ด้วยกายกรรม3 วจีกรรม4มโนกรรม3 ด้วยข้าพเจ้า. เคยล่วงเกินต่อ(ใคร) เจ้ากรรมนายเวร บิดามารดา เทพยดาฯลฯ เคยสัญญาสาบานแล้วหลงลืม ละทิ้งไม่ปฏิบัติข้าพเจ้าขอสมาลาโทษ ขอขมากรรม ขอถอน ขอยกเลิก ทั้งในอดีตชาติทุกๆชาติ จนถึงชาติปัจจุบันขณะนี้ ข้าพเจ้าเคยบนบานสานกล่าวแล้วงลืม.
.....ข้าพเจ้าขอขมาอภัย ในทุกกาลทุกเมื่อ จงอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ฯลฯ ขอองค์พระปฏิมา พระคุณเจ้าแลเทพยดา สาธุชนทั่งหลาย ดวงจิตดวงญานแห่งท่านผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์จงรับรู้และจงมีเมตตาในกุศลสำนึกแห่งข้าพเจ้านี้ตั้งแต่บัดนี้ไปตลอดกาลนานเทอญ/
.....ต้องกระทำโดยสำนึกในกายกรรม วจีกรรรม มโนกรรม อย่างแท้จริงไม่ใช่ทำเพราะกลัวโทษภัย ต้องการหลบหลีกหนีเวรกรรม ถ้าอย่างนั้นจะไม่ได้ผลครับ
****ถอนอธิฐาน
......การไปอธิษฐาน การไปบนบาน หรือสาบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ทั้งในชาตินี้และในอดีตชาติที่เราไม่รู้ ครูบาอาจารย์คนสำคัญท่านหนึ่ง ที่เชื่อกันว่าท่านไปถึงซึ่งพระนิพพานแล้วซึ่งมีครูบาอาจารย์หลายท่านยืนยันว่าท่านไปสู่พระนิพพานแล้วแน่นอน ที่คนไทยรู้จักกันดีและเคารพรักท่านสุดหัวใจ ท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงที่สามารถระลึกชาติได้ ท่านเคยเล่าว่า ท่านย้อนไปพิจารณาถึงชาติต่างๆ ของท่านที่เวียน ว่าย ตายเกิดมานับไม่ถ้วน เคยเกิดเป็นทั้งคน พรหมเทพเทวดา สัตว์เดรัจฉานติดต่อกันหลายร้อยชาติ เป็นพระอริยสงฆ์ที่มุ่งสำเร็จโพธิญาณ เคยตั้งจิตอธิษฐานที่จะเป็นพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกกันว่า “พุทธภูมิ” ซึ่งการที่จะไปถึงเป้าหมายที่อธิษฐานเอาคือ การบรรลุธรรม ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปนั้นไม่ง่าย เพราะต้องสร้างบุญบารมีให้ครบทั้ง 30 ทัศ จึงต้องติดอยู่ในการเวียน ว่าย ตาย เกิดในภพภูมิต่างๆ อีกนับล้านๆ ชาติจนกว่าบารมีจะเต็มตามคุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้า
.......อย่างที่บอกไปแล้วว่าครูบาอาจารย์ท่านนั้น เป็นผู้มีอภิญญาระลึกชาติได้ ท่านเห็นความทุกข์ทรมาน เกิดความเบื่อหน่ายของการกลับมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย และรู้ว่าถ้าท่านไม่ถอนคำอธิษฐานที่เคยอธิษฐานไว้ในอดีตชาติ ท่านก็จะต้องมาเกิด มาเจ็บ มาตายอีกนับไม่ถ้วนจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายในคำอธิษฐานที่ได้ทำเอาไว้
.......ท่านจึงตัดสินใจถอนคำอธิษฐาน ขอลาจากพุทธภูมิ มาสู่สาวกภูมิเพื่อเป็นสาวกเดินตามพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันไปสู่แดนนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว เรื่องนี้คงพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งในเรื่องของการไปอธิษฐาน ล็อคตนเองไว้กับสิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องไปตามนั้นจนกว่าจะสำเร็จ ซึ่งไม่มีทางรู้เลยว่าจะนานอีกกี่ชาติภพจะต้องเกิดมาอีกกี่ชาติถึงจะสำเร็จ
........หลายคนในชาตินี้ อาจจะเคยอธิษฐานขอเกิดเป็นพระสงฆ์ หรือผู้ปฏิบัติธรรม หรืออาจจะเคยอธิษฐานว่าขอเป็นคนธรรมดา อยากอยู่เงียบๆ ไม่ต้องรวยเพราะอาจจะเบื่อในเรื่องของทางโลก พอมาเกิดในชาตินี้ทำมาหากินอะไรก็ไม่รวยสักที เพราะคำอธิษฐานนั้นปิดทางรวยเอาไว้
****การถอน คำถอนคำสาปแช่ง คำสาบาน คำบนบานศาลกล่าวไม่ได้แก้
เตรียมของดังนี้
- ธูปขาวเล่มเล็ก 5 คู่
- เทียนขาวเล็ก 5 คู่
- ดอกไม้ 5 คู่
- เงินบาท 5 เหรียญ
**กล่าวต่อหน้าพระประธานที่ศักดิ์สิทธิ์
อิมัง มิฉา อธิษฐานัง ปันจะทะธาราปิ
ทุติยัมปิ อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ
ตะติยัมปิ อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปัจจุทัดธาราปิ
****ตั้งจิตให้มั่นคงเสียก่อน แล้วกล่าวตั้งนะโมฯ ๓ จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ
ข้าพเจ้าชื่อ………………….สกุล…………………ด้วยสัจจะอธิษฐานทั้งในอดีตชาติและชาตินี้เรื่อง …………………………..(เอาที่จำได้ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดถึง) สิ่งของใดๆ ที่ได้บนบาน สาบาน สาปแช่ง ที่จำได้ก็ดี และจำไม่ได้ก็ดี มาถึงบัดนี้ ข้าพเจ้าขอถอนคำอธิษฐาน บนบาน สาบาน สาปแช่งทั้งหมด ถวายแก้บนทั้งหมด ณ บัดนี้.......ลูกขอถอนคำอธิษฐาน ถอนคำสาบ ถอนคำแช่ง คำบนบานที่ลูกได้ตั้งขึ้น พร้อมแล้วด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปทาน ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยมานะ ด้วยมิจฉาทิฐิ เป็นไปเพื่อความพยาบาทเบียดเบียน สร้างเวรสร้างกรรม ไม่ประกอบด้วยธรรม ไม่ประกอบด้วยวินัย ไม่ประกอบด้วยกุศล ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ประกอบด้วยบารมี ที่ลูกได้อธิษฐานไว้ สาปแช่งไว้ บนบานไว้ ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ลูกน้อมขออำนาจพระบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอน พระอริยะสงฆ์เจ้า แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพาย และเทพพรมหมทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ได้โปรดเป็นสักขีพยาน ในการที่ลูกขอถอนคำอธิษฐานเหล่านั้น ถอนคำแช่ง คำสาบ คำบนบาน ร้อยหน พันหน ณ กาล บัดนี้เทอญ (... ตั้งจิต ...) นะถอน โมถอน พุทธถอน ทาถอน ยะถอน นะคลอน โมคลอน พุทธคลอน ทาคลอน ยะคลอน ถอนด้วย นะโมพุทธทายะ นะมามิหัง
........... ณ กาลบัดนี้ ลูก............(... ชื่อตน ...)........... ขอถือ เพลา นี้ ขอถือ อโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร ที่ลูกได้เคยล่วงเกิน นับแต่อดีตชาติ ทุกภพทุกชาติ จวบจนถึงปัจจุบันชาติ ที่เคยได้ล่วงเกิน เบียดเบียนท่าน ด้วยกาย การกระทำ ด้วยวาจา คำพูด ด้วยใจ คิดร้าย คิดไม่ดี ทำให้ท่านเจ้ากรรมนายเวรทุกท่านเป็นทุกข์ จะระลึกได้ หรือ ระลึกไม่ได้ก็ตามที บัดนี้ ลูกได้สำนึกผิดแล้ว ขอท่านเจ้ากรรมนายเวรทุกท่าน โปรดเมตตา อโหสิกรรมต่อข้าพเจ้า
นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลูกจะสร้างบุญกุศล หมั่นบำเพ็จบารมี อุทิศถวายต่อเจ้ากรรมนายเวรทุกท่าน ขอทุกท่าน จงน้อมรับ อโหสิกรรมต่อลูก และ อนุโมทนา สาธุการ กับลูกด้วย เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ
..........ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้ากรรมนายเวร ดวงจิตวิญญาณทั้งหลายโปรดมารับ โปรดมาโมทนา โปรดมาอโหสิกรรม และโปรดสงเคราะห์ตามความประสงค์ขอข้าพเจ้าในครั้งนี้ โปรดถอนตัวจากอุปสรรคทั้งปวงทั้งในเรื่องการงาน การเงิน สุขภาพ ขอโปรดเมตตาให้ข้าพเจ้าได้พบกับกรรมดี บุญกุศลที่เคยทำมา มีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ
****วิธีถอนคำสาบานรัก
.......หลายคนในชาตินี้ อาจจะเคยอธิษฐานว่าไม่ขอมีคู่ครองอีก เพราะอาจจะเบื่อชีวิตครอบครัว การทะเลาะเบาะแว้ง มาในชาตินี้จึงไม่สมวังในความรัก ผิดหวังในเรื่องความรักตลอดเวลา เป็นคนอับโชคในเรื่องความรัก
หลายคนอาจจะเคยอธิษฐานเพื่อกลับมาแก้แค้นใครบางคนในอดีตชาติ เมื่อมาเกิดในชาตินี้จิตใจจึงมีแต่ความแค้นเคือง จนไม่คิดที่จะทำให้ตนเองไปสู่ความสุขที่แท้จริง วันๆ จิตใจมีแต่อิจฉาริษยา คอยแต่คิดจะทำลาย ทำร้ายผู้อื่น
......ชาติที่แล้วเราไปผูกมัดใครไว้บ้างก็ไม่รู้ด้วยคำ สัญญา เช่น เราจะรักกันทุกชาติไป โดยหารู้ไม่ว่ากรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ชาติภพใหม่ก็เลยแตกต่างกันไป แต่คำมั่นที่สาบานยังอยู่ อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณยังเป็นโสดจนทุกวันนี้ ลองสวดมนต์บทนี้ดูอาจจะดีขึ้นนะ คำขอขมาและอธิษฐานจิต อธิษฐานหน้าพระพุทธรูป หรือสวดก่อนนอนก็ได้
( นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ )
......สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
...........'หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา ขออนุญาติมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมี ในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติ ปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลก ทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ
........หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาต และคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร'
****( นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ )
....สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
.....'หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา
.......ขออนุญาติมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมี ในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง
........จงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติ ปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลก ทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้
.........ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาต และคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร'
........คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ แต่ละคนมีเจ้ากรรมนายเวรที่แตกต่างกัน การสวดขอขมาเพื่อลดและปลดหนี้กรรมให้น้อยลง
****คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ แต่ละคนมีเจ้ากรรมนายเวรที่แตกต่างกัน การสวดขอขมาเพื่อลดและปลดหนี้กรรมให้น้อยลง
(นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ)
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
.......หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ! พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดีขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย
หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา ขออนุญาตมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน
.....ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมี ในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป
....ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลกทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาต และคำสาปแช่งในทุกชาติ ทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชน ของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่าง ทั้งทางโลกทางธรรมเทอญ
การถอนคำอธิฐานให้พบเจอคู่
*******คาถาลงจากคาน*******
บุปเพวะ สันนิวา เสนะ
ปัจจะ บันนะ หิเตนะ วา
เอวันตัง ชะยะตา เปมัง
อุปะลัง วะ ยะโส ธะกาฯ
**ธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม ให้สวดในวันพระขึ้น 15 ค่ำ ยิ่งดี
ตั้งน้ำสะอาด สวดเท่าอายุ หลังจากนั้นรีบเข้านอน
กลางคืนจะฝันถึงคู่ครองของตน ถ้ามีวาสนาจะได้พบความรัก
อย่าลืม เอาน้ำนั้นมาล้างหน้าด้วย
****แก้กรรมเรื่องเนื้อคู่
1. แก้กรรมร้างคู่
คนบางคนขาดคู่แท้ คู่ถาวรเพราะวิบากกรรม
ชาติก่อนอาจเคยทำให้คู่รักต้องเลิกกันไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
หรืออาจเคยพรากคู่รักให้แยกจากกัน
หรือเคยยุยงให้เขาแตกกัน
หรือขัดขวางมิให้เขาได้ครองคู่กัน
การแก้กรรมดวงที่ร้างคู่ให้ปฏิบัติ ดังนี้
1.1 ถวายเทียนคู่หรือแจกันคู่
ถวายให้ครบ 9 วัดอย่างต่อเนื่อง
จะทำบุญเดือนละ 1 วัดหรือ 2 วัดก็ได้ตามแต่สะดวก
ให้ถวายในวันเกิดของตน เช่น คนเกิดวันพุธ ก็ไปทำบุญวันพุธ
อธิษฐานจิตขอทำบุญเพื่อแก้วิบากกรรม
ตั้งจิตภาวนาขอพรเรื่องคู่ตามที่หวัง
(สามารถถวายสิ่งของอื่นแก่วัดได้ แต่ควรถวายสิ่งของที่ใช่เป็นคู่ เช่น เชิงเทียน)
2. แก้กรรมชีวิตคู่ไม่ราบรื่น
อาจเป็นเพราะชาติปางก่อน ทำบุญร่วมกันโดยไม่เต็มใจ
จึงเกิดมาเป็นคู่กัน แต่ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่น
หรือเมื่อครั้งที่เคยเป็นคู่กันนั้น ขาดความปรองดองต่อกันหรือร่วมมือกัน
จึงต้องมาทะเลาะเบาะแว้ง ให้แก้กรรมโดยปฏิบัติ ดังนี้
2.1 ร่วมใจกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์อย่างสม่ำเสมอ ต้องเป็นประจำสม่ำเสมอ ทุกกเช้า วันเว้นวัน หรือทุกอาทิตย์
2.2 ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทานสม่ำเสมอ ทุกเดือน หรือ ทุก 3 เดือน
2.3 ร่วมกันสวดพระคาถาบท ทุกวันพระเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นสวดทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ
2.4 เป็นเจ้าภาพหรือร่วมเป็นเจ้าภาพ เกี่ยวกับงานเลื้ยงวิวาห์ ออกแรงหรือออกเงินช่วยงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวที่ไม่รวยนัก ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ที่เรารู้จักคุ้นเคยดี
2.5 ตั้งตนชอบอยู่ในจริยธรรมอันดี คิดดี พูดดี และทำดีต่อคู่รักทุกคู่ มิว่าจะรู้จักกันดีหรือไม่ ช่วยให้คู่รักเขาได้สมรักหรือได้เข้าใจกัน ไม่ทำให้เขาแตกร้าวกัน จะได้อานิสงค์แรงมาก
3. แก้กรรมคู่ไม่สมพงศ์ดวงกัน
คู่ที่มีดวงไม่ถูกโฉลกกัน หรือไม่สมพงศ์กันในทางพื้นเรือนชะตา เมื่อมาครองคู่ด้วยกันแล้ว
ชีวิตมักจะขรุขระไม่ราบรื่น มีอุปสรรคให้ฟันฝ่าจนเหนื่อยเสมอ หรืออาจมีความลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก้าวหน้าช้า
มีความขัดสน หรือมีปัญหาอื่น ๆ ที่ทำให้หาความสุขสบายแท้จริงไม่ได้ ให้แก้กรรม ดังนี้
3.1 ร่วมกันทำบุญ ทำทานสม่ำเสมอ ทำบุญด้วยการออกแรงแทนเงินก็ได้ นำข้าวของไปบริจาคคนยากไร้ ไปอาสาช่วยงานบุญที่วัด
3.2 ร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์
3.3 ไปไหว้พระ ทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงร่วมกัน
3.4 ไปไหว้ศาลหลักเมืองด้วยกัน
3.5 ร่วมกันปล่อยนก ปล่อยปลาย ปล่อยหอยขม โดบไปซื้อปลาที่ตลาดสดมาปล่อย หรือไถ่ชีวิตสัตว์
3.6 ร่วมกันล้างบ้าน จัดบ้านใหม่ ไหว้พระที่บ้าน ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง
4. อธิษฐานขอฟ้าให้พบหน้าคู่แท้
ต้องฟังผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวที่สูงวัย ที่ให้คำแนะนำ ตรงนี้เป็นบุญประการหนึ่ง บุญนี้จะหนุนนำให้ได้คู่ที่ดี ให้ได้ลูกที่ดีในลำดับต่อไป ต่อมาเป็นเรื่องของการทำบุญ คือไม่ทำให้คุณพ่อ คุณแม่เดือดร้อน ปู่ย่าตายายเดือดร้อน ร้อนกายร้อนใจว่าเราเอกเขรกเกเร ทั้งนี้จะเป็นบุญกุศลหนุนนำให้เราได้พบคู่รักอันเป็นคู่แท้ประการหนึ่ง อีกหลาย ๆ ประการที่กล่าวถึงดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นบุญกุศลในเรื่องที่จะให้สมหวังในความรักทั้งนั้น
*****การกตัญญูกตเวทิตาต่อบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ในวงศ์ตระกูล ทำบ้านให้ร่มเย็นเป็นสุข การทำบุญกับบ้านเด็กกำพร้า การบริจาค หรือการทำบุญกับบ้านคนชรา การบริจาค หรือการทำบุญให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ การบริจาคหรือการทำบุญกับมูลนิธิเพื่อนหญิง หญิงที่ถูกทำร้าย การบริจาคหรือการทำบุญกับโรงพยาบาล เป็นส่วนสำคุญที่จะเป็นบุญแรง เป็นบุญใหญ่ หนุนนำให้เกิดความสุขและความสำเร็จในเรื่องความรัก เพราะสถานที่ที่ได้กล่าวถึง มีสื่อทางจิตวิญญาณอันสัมพันธ์เกี่ยวกับบุญวาสนาบารมี ที่จะเกื้อหนุนให้เกิดพลังของผลบุญที่เกื้อหนุนในเรื่องของความรักและชีวิตครอบครัว เมื่อทำบุญแล้วต้องมีการอธิษฐานบุญ ขอให้ตั้งจิตอธิษฐาน เมื่อท่านสงบนิ่งแล้วให้ระลึกถึงสิ่งที่เป็นผลบุญที่ได้กระทำอันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านได้ทำบุญมา และให้




****อธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพเจ้า ชื่อ-นามสกุลของท่าน ขอให้ประสบความสุข ความสำเร็จโดยเฉพาะในเรื่องของชีวิตคู่ เรื่องของครอบครัวขอให้มีความสุข ขอให้ได้พบคู่แท้ดังที่ปรารถนา หากใครก็ตามที่เป็นคู่แท้ ก็ขอให้พบโดยเร็วพลัน ขอให้ได้เรียนรู้ ขอให้อย่าได้พบกับคนที่หลอกลวง แต่ถ้าหากใครคิดจะหลอกลวง ทำร้าย ทำลายน้ำใจให้มีความรู้สึกเจ็บช้ำ จงอย่าได้กล้ำกลายเข้ามา ขอให้ห่างไกลหลีกลี้หนีไปจากบารมี หลีกลี้ไปจากเรา ขอให้มีบารมี บุญบารมีธรรมคุ้มครองเราด้วยเถิด หากใครเป็นคู่แท้แล้วไซร้ก็ขอให้จงมีโอกาสเข้ามาใกล้ ประดุจเทพอุ้มสม คือเทพหนุนนำ เทวดาชักพา ให้เกิดการพบหน้า มีจิตประภัสสรให้เกื้อหนุนกันต่อไป จากปัจจุบันถึงอนาคตด้วยเถิด สาธุ”
********เคล็ดวิธีที่นำมาให้รับทราบนี้ เป็นการ“วิธีถอนคำอธิษฐาน แก้บนที่จำไม่ได้ด้วยบุญ” ที่รวมเรื่องคำสาปแช่งไว้ด้วย เพราะเราอาจจะเคยแค้นเคืองคนอื่นเขาจนไปสาปแช่งอะไรไว้ มันจะย้อนเข้าหาตนเองเมื่อช่วงที่ดวงตกเอามากๆ เป็นช่วงที่วิบากกรรมไม่ดีมาส่งผลเต็มที่เป็นวิธีที่แสนง่ายดาย แต่ได้ผลซึ่งไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย และไม่เสียเงินทองมากหรือไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว และเป็นการเปิดทางใหม่ของตนเองไว้อย่างยาวเลย เพราะกว่าจะเข้าถึงพระนิพพานที่ถือว่าเป็นสุดทางของการเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ต้องเกิดมาอีกหลายชาติกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพานแต่ที่สำคัญมากๆ ก็คือ เมื่อได้วิธีถอนคำอธิษฐาน แก้บนที่จำไม่ได้ ถอนคำสาปแช่งแล้ว อย่าได้ไปทำอีกเป็นอันขาด ถ้าไม่ใช่เป็นการอธิษฐานเพื่อสร้างบุญกุศล สร้างกรรมดีเพราะจะต้องมานั่งแก้ไขในเรื่องนี้ตลอดเวลาของชีวิตท่านที่เจอเรื่องหนักๆ อุปสรรคต่างๆ มาตลอดชีวิตแนะนำว่าให้ทำการถอนคำอธิษฐาน แก้บนที่จำไม่ได้ด้วยบุญนี้ทุกครั้งหรือเท่าที่นึกได้ตลอดเวลาก็จะดีต่อท่านมาก ทำเถอะไม่ได้เสียเวลา เสียเงินอะไรเลยหากชีวิตยังพบกับอุปสรรคอีก ก็ขอให้เข้าใจตรงกันว่า เรานั้นเกิดมาหลายภพชาติไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว สร้างกรรมไม่ดีและกรรมดีมากมาย เมื่อกรรมไหนส่งผลแล้วก็จบสิ้นไปกรรมอื่นก็ต้องเข้ามาส่งผล เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม

ที่มา: Kriangsak Chuthongrat


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี