Thursday, November 26, 2015

ความเป็นมาและความเชือ

 

อรุณสวัสดิ์ยามเช้าวันพระค่ะ สุขสันต์วันลอยกระทง หมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย ให้ลอยไปกลับกระทงนะคะ^^ประเพณีลอยกระทง ซึ่งปี 2558 นี้ ตรงกับวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน โดยวันลอยกระทงได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป




ประวัติวันลอยกระทง
เดิมเชื่อกันว่า ประเพณีลอยกระทง เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยมีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก โดยแต่เดิมเรียกว่า “พิธีจองเปรียง” ที่ลอยเทียนประทีป และนางนพมาศได้นำดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป แต่ปัจจุบันมีหลักฐานว่าไม่น่าจะเก่ากว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยอ้างอิงหลักฐานจากภาพจิตรกรรมการสร้างกระทงแบบต่างๆ ในสมัย

รัชกาลที่ 1
ต่อมาในช่วงกรุงรัตนโสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงเพื่อประกวดแข่งขันกัน ซึ่งใช้แรงงานและแรงคนเป็นจำนานมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมองเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองจึงยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่ไป และหันมาทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ ซึ่งเรียกว่า “เรือลอยประทีป”
ความเป็นมาและความเชือ ของเทศกาลลอยกระทง
ลอยกระทง เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกบุญคุณของแม่น้ำ ที่ให้เราได้อาศัยดื่มกิน อีกทั้งขออภัยพระแม่คงคาที่ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ ไม่สะอาด

ลอยกระทง เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที
ลอยกระทง เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ โดยอาศัยความเชื่อในการลอยความทุก ความโศก โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีๆ ต่างให้ไปกับแม่น้ำ

ลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคฺตฺ ที่ชาวไทยภาคเหนือเคารพ ซึ่งบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในส่วนลึกของท้องทะเล หรือสะดือทะเล
ลอยกระทง เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่เก่าแก่ของไทยแต่โบราณ อีกทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับชาวไทยและ ชาวต่างชาติ




เพื่อเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ครอบครัว ให้ได้อยู่ร่วมกันในวันลอยกระทง
เพื่อส่งเสริมฝีมืองานอาชีพ อีกทั้งส่งเสริมให้แสดงความคิดสร้างสรรค์ในการแข่งขันทำกระทง การประกวดนางนพมาศ เป็นประจำทุกปี ที่ต้องมีในวันลอยกระทง

 ที่มา: ชมพูนุท ภาโนมัย


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Wednesday, November 25, 2015

ทำไมการเเกว่งเเขน การว่ายน้ำจึงสำคัญนัก

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมารณรงค์
ให้ออกกำลังกายด้วยการเเกว่งเเขนโดยอ้างว่าลด
พุงได้อีกด้วย หลายคนเเปลกใจว่าเกี่ยวกันตรงไหน ?


เเกว่งเเขน (เเบบตำราเเพทย์ เเผนจีนที่ใช้กันมานับพันปี)
บางคนถึงกับหัวเราะเยาะว่า เว่อร์เกิ้นนนนน




อย่าเพิ่งดูถูกคะ

ใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักเเร้นั้น คือชุมทางของต่อม
น้ำเหลือง เบ้อเริ่มบริเวณขาหนีบ นั่นก็ชุมทางของต่อม
น้ำเหลืองขนาดใหญ่

การขยับหัวไหล่เเละรักเเร้
การเเกว่งเเขนก็ดี
การว่ายน้ำที่ขยับทั้งหัวไหล่เเละขาหนีบก็ดี
ล้วนเเล้วเเต่เป็นการออกกำลังให้ต่อมน้ำเหลืองขยับ
เพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลือ จึงไม่ใช่ของเล่นธรรมดาๆ

คำว่าระบบน้ำเหลือง นั้นหมายรวมถึง ม้าม ต่อมทอนซิล
ต่อมไธมัส ต่อมน้ำเหลืองต่างๆ น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง
นับเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด
ชำระล้างของร่างกาย อันจำเป็นต่อ การรักษาสุขภาพ
ให้เเข็งเเรง เยียวยาความเจ็บป่วย

เพราะระบบน้ำเหลือง มีหน้าที่ขนถ่ายของเสีย
พิษที่สะสมในร่างกาย เศษของเซลล์ที่ตายเเล้ว
ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบเเละขับออก
ไปจากร่างกาย

นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว เเอนตี้บอดี้
ของระบบภูมิคุ้มกัน ตลอดระยะทางของท่อน้ำเหลือง
จะมีต่อมน้ำเหลือง อยู่เป็นระยะๆ เพื่อช่วย กรองสาร
เเปลกปลอม เชื้อโรค ที่มีอันตราย

ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบน้ำเหลือง
โดยตับมีหน้าที่สร้างน้ำเหลืองเป็นส่วนมาก เเละตับก็
อาศัยน้ำเหลืองนี่เองขนส่งสารอาหารที่ย่อยเเล้วจาก
ตับเเละลำไส้เล็กไปส่งต่อให้กับเซลล์เเละอวัยวะต่างๆ

ม้ามเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ ที่สุดของระบบน้ำเหลือง
มีหน้าที่กรอง เเละกำจัดเซลล์เม็ดเลือดเเดงที่หมดอายุ
เเละเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน
ของร่างกาย

ใครก็ตามที่ผ่าตัดเอาม้าม ต่อมทอนซิล
ต่อมไธมัสออกไป จะติดเชื้อได้ง่ายขาดภูมิต้านทาน

หากการไหลเวียน ของน้ำเหลืองติดขัด
จะทำให้ ต่อมน้ำเหลืองบวม อักเสบ

บริเวณที่น้ำเหลืองไหลเวียน เเละสังเกตได้ชัดเจนได้เเก่
ลำคอ
หลังใบหู
ท้ายทอย
หน้าอก
รักเเร้ใต้หัวไหล่
ท้องเเขน
หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ
บริเวณขาหนีบ

เนื่องจากน้ำเหลืองไม่มีปั้ม เหมือนระบบเลือด
ที่มีหัวใจเป็นปั้ม ดังนั้นการกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหล
เวียนดีขึ้นจึงต้องพึ่งพิงการออกกำลังกาย

เเละการหายใจให้ลึกๆเป็นหลัก เพื่อเขย่ากระตุ้นการ
ไหลเวียนน้ำเหลืองด้วยการขยับกล้ามเนื้อ เเละกระบังลม

การเต้นกระโดดบน trampoline ดูจะเป็นวิธีการ
ที่กระตุ้นน้ำเหลืองได้ทั่วร่างกาย หากเต้นไม่ได้ก็
อาจใช้วิธี กัวช่า (Gua Sha) การนวดด้วยน้ำมัน
การ นวดเเผนไทย

ใครก็ตามที่มักมีอาการ ผิวซีด ซูบซีด หลงๆลืมๆ
ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นหวัดเจ็บคอเสมอๆ เริ่มมีเซลลูไลท์เพิ่ม
มากขึ้น ให้สงสัยระบบน้ำเหลืองติดขัด ไหลเวียนไม่ดี

ทั้งนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะของเสีย ขยะมีพิษ
ตกค้างสะสมนั่นเอง




อย่าละเลยอาการน้ำเหลืองติดขัด โดยไม่ได้รักษา
เพราะ นานวันเข้าพิษร้ายอาจทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อ
ด้วยมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง

www.khaoza.net
by Dr. Kimberly Kaye Castaneda 


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

เช็กเบื้องต้น! ′มะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวารหนัก′สาเหตุการตายอันดับ2ของประเทศ!

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นมะเร็งที่เกิดที่ลำไส้ส่วนปลายของระบบทางเดินอาหาร พบมากเป็นอันดับที่ 3 ของโรคมะเร็ง และเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 2 ในประเทศไทย





นพ.สมชัย สัมพันธ์เวชกุล แพทย์ประจำศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.ธนบุรี ให้ข้อมูลว่า ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาทิ เกิดจากการได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม พ่อ แม่ หรือ ญาติพี่น้องมีประวัติพบเนื้องอกในลำไส้ ผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง ผู้ที่เป็นเบาหวาน ผู้ที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ เป็นต้น


โดยผู้ป่วยจะมีอาการ ท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสียสลับกับท้องผูก มีเลือดปนมาในอุจจาระ มีเลือดออกทางทวารหนัก อุจจาระมีขนาดเล็กหรือบางลง อาการจุกเสียด แน่น หรือปวดท้องบ่อยๆ ซีด อ่อนเพลีย น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจคลำได้ก้อนในช่องท้อง หรือปวดเบ่งบริเวณทวารหนักคล้ายปวดอุจจาระตลอดเวลา

ทั้งนี้ การตรวจหามะเร็งในระยะแรก ใช้วิธีตรวจหาเลือดในอุจจาระ 2 ครั้งต่อปี เอกซเรย์ลำไส้ใหญ่โดยใส่แป้งเข้าทางทวารหนัก เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ ตรวจเลือดระดับโปรตีนที่สร้างโดยเซลล์มะเร็ง และการตรวจโดยส่องกล้อง การรักษาสามารถทำได้หลายวิธีทั้งการผ่าตัด การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และการฉายแสง




มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบบ่อย การตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังที่ดีจะช่วยให้ตรวจพบรอยโรคได้ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็งหรือมะเร็งระยะแรก ทำให้สามารถป้องกันหรือให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นวิธีการตรวจที่ไวและจำเพาะที่สุด เป็นวิธีเดียวที่สามารถรักษาไปพร้อมๆ กันได้

health.sanook.com
ภาพประกอบจาก istockphoto

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Tuesday, November 24, 2015

12 สิ่งที่ควรตัดทิ้งไปซะ..แล้วชีวิตจะดีขึ้นทันตา


12 สิ่งที่ควรตัดทิ้งไปซะ..แล้วชีวิตจะดีขึ้นทันตา

พ่อแม่มักจะปลูกฝังความคิดให้เราว่าไม่ควรหนีปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าปัญหานั้นจะหนักหนาสาหัสสากรรจ์แค่ไหนก็ตาม เนื่องจากในชีวิตจริงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะหนีปัญหานั้นเพียงเพราะว่าเราไม่ชอบมัน พ่อแม่พยายามสอนลูกๆของตัวเองให้มีความคิดแบบนั้นมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เราโตพอที่จะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว และได้ลองพิจารณาใคร่ครวญถึงปัญหาอย่างจริงจัง บอกได้เลยว่ามีบางอย่างที่พวกพ่อแม่ของเราก็คิดผิดอยู่บ้างเหมือนกัน




บางครั้งเราต้องเลิกทำบางอย่างหรือถอยออกมา บางครั้งลองพยายามแล้วแต่มันไม่ได้ผลก็จะเสียเวลาทำไปทำไมล่ะ! มองหาหนทางใหม่ๆจะดีกว่าไหม ผู้คนอาจจะฉุดรั้งคุณ งานจะทำให้คุณเป็นบ้า และความเสียใจจะคอยทำร้ายคุณทั้งภายในและภายนอก หากมีอะไรที่อยู่ในชีวิตเราตอนนี้แล้วไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นเลย หรือไม่ตอบสนองความต้องการของเรา แล้วเราจะเก็บมันไว้ทำไมล่ะ ทิ้งมันไปซะ!
1. ความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอน
ความสัมพันธ์ที่เหมือนไม่ใช่ความสัมพันธ์ มีแค่เซ็กส์ห่วยๆกับบทสนทนาขยะ เลิกๆไปซะ

2. งานที่คุณไม่ชอบ
การลาออกไม่เหมือนกับการถูกไล่ออก การลาออกไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การไม่พยายามหางานที่เหมาะกับคุณต่างหากที่น่าอายกว่า ถ้าคุณไม่ชอบก็ลาออกเลย หากคุณขี้เกียจทำงาน งั้นก็หางานที่สร้างรายได้โดยที่คุณไม่ต้องลุกจากเตียงสิ แต่ยังไงก็ควรมีเหตุผลในการลาออกเสมอ

3. เพื่อนที่เกาะติดคุณเป็นปลิง
ไม่มีกฎข้อบังคับเรื่องมิตรภาพ การเป็นเพื่อนกันมานาน 10 ปีไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นหนี้เพื่อน 10 ปีสักหน่อย หากทุกครั้งที่เพื่อนคนนี้ชวนคุณไปเที่ยวแต่คุณมักหาข้อแก้ตัวเสมอ ก็เลิกคบไปเถอะ การที่ต้องคอยปฏิเสธคนๆหนึ่งนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าการที่เราจริงใจกับเขา

4. เพื่อนที่คุณต้องคอยเอาใจ
บางครั้งคนเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองก่อนที่จะสร้างความสัมพันธ์อื่นๆไม่ว่าจะเป็นความรักหรืออะไรก็ตาม หากคุณรักเพื่อนมากกว่าตัวเอง ก็ได้เวลาที่จะต้องทบทวนความคิดใหม่ซะแล้ว ใช่บางครั้งเพื่อนคุณก็อาจมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ อย่าทอดทิ้งเขา แต่ถ้าเพื่อนคนนี้ต้องการความช่วยเหลือทุกวัน มันก็ไม่ใช่แล้วนะ ว่ามะ?

5. เพื่อนร่วมห้องเห่ยๆ
มีความเชื่อมโยงกันระหว่าง “คุณเข้ากับเพื่อนร่วมห้องได้ดีไหม” กับ “บ่อยแค่ไหนที่คุณคิดอยากจะกระโดดหน้าผา” หากคุณไม่ชอบคนที่คุณต้องอาศัยอยู่ด้วย ชีวิตของคุณก็อาจน่าเบื่อไปเลยก็ได้ จะเสียเวลากับคนที่ไม่เคารพคุณทำไมล่ะ ไล่พวกเขาไปเลยอย่าไปแคร์

6. เมืองที่พรากความเป็นตัวตนของคุณไป
หากเมืองนี้ไม่ทำให้คุณมีความสุขหรือต้องสูญเสียความเป็นตัวตนของคุณไป ก็ยังมีอีกตั้งหลายล้านเมืองในโลกที่รอคุณไปใช้ชีวิตนะ

7. อนาคตที่คุณไม่ต้องการ
คุณมีสิทธิ์หนีจากความฝันที่ไม่ใช่ของคุณ การปฏิเสธความฝันที่คนอื่นสร้างให้คุณไม่ใช่เรื่องน่าอาย เรียกได้ว่าคุณเข้มแข็งและซื่อสัตย์ต่อตัวเองต่างหาก การใช้ชีวิตเพื่อตัวเองคือชีวิตที่มีเกียรติที่สุด อย่ากลัวที่จะวิ่งหนีหากเป้าหมายต่อไปคือสิ่งที่ดีกว่า และมันเป็นความสุขของคุณมากกว่า

8. ความคิดเห็นที่ฉุดคุณต่ำลง
จะไปสนใจความคิดของคนอื่นทำไม เนื่องจากความคิดเหล่านั้นทั้งไร้เหตุผลและไม่สำคัญต่อชีวิตของคุณเลย อย่าปล่อยให้ความคิดของคนอื่นมามีอิทธิพลต่อตัวคุณ

9. ตัวตนเก่าๆของคุณ
ใครบอกว่ามนุษย์เรามีแค่เวอร์ชั่นเดียว ใน 1 ปีเราสามารถอัพเดทตัวเองได้บ่อยพอๆกับผลิตภัณฑ์ Apple เลยล่ะ คนเรามักมีหลายเวอร์ชั่นอยู่ในตัวเอง รวมทั้งความคิดที่เติบโตขึ้นด้วย ดังนั้นอย่าอายที่จะสลัดตัวตนเก่าๆของตัวเองทิ้งไป

10. คนที่คุณไม่กล้าปฏิเสธ
คุณต้องกล้าปฏิเสธสักครั้ง หรือถ้ามีพลังมากพอก็กำจัดคนเหล่านี้ออกจากชีวิตของคุณไปเลยได้ยิ่งดี เพราะคุณกำลังทำงานให้กับคนที่ไม่มีวันจะตอบแทนอะไรดีๆคืนกลับมาให้คุณเลย



11. ความล้มเหลวทั้งปวง
คุณควรหนีให้พ้นจากความล้มเหลว หากทำไม่ได้แล้วคุณจะพบกับความสำเร็จได้อย่างไร เก็บความล้มเหลวไว้ในอดีตก็พอ คุณควรเรียนรู้จากความล้มเหลวและเติบโตจากสิ่งนั้น แล้วค่อยเขวี้ยงมันทิ้งไปให้ไกลๆ

12. การเปรียบเทียบ
ทำไมคุณต้องละทิ้งตัวเองและวิ่งเข้าหาคนอื่นล่ะ? นั่นหมายถึงคุณกำลังถอยหลังลงคลองนะ คุณควรค้นหาตัวเองให้เจอ อย่ามัวแต่ตามหาสิ่งที่คุณไม่มี นี่คือตัวคุณ ไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรอก ยิ่งคุณหนีจากการเปรียบเทียบเหล่านั้นได้เร็วเท่าไร ผู้คนก็จะยิ่งเริ่มหันมาเปรียบเทียบตัวเองกับคุณได้เร็วเท่านั้น

 ที่มา : KHAOBOX    

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Monday, November 23, 2015

ธรรมสอนใจ คำถามถึงเทวดา พญานาค พระภูมิเจ้าที่


ธรรมสอนใจ
คำถามถึงเทวดา, พญานาค, พระภูมิเจ้าที่,
สัตว์เดรัจฉาน,เปรต, สัตว์ในนรก และมนุษย์
คำถามเดียวกัน แต่ต่างคำตอบ ต่างภพภูมิ ต่างวาระ ต่างบารมี ต่างความคิด
ต่างการกระทำ ต่างจุดมุ่งหมาย
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อยากจะทำอะไร"




เทวดา ตอบว่า
"เราจะพิจารณาธรรม เพราะมนุษย์มีกายสังขาร ที่เหมาะกับการพิจารณาธรรมมาก ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือที่ใช้พิจารณาธรรมได้ดีที่สุด น่าอิจฉาพวกมนุษย์จริงๆ"

พญานาค ตอบว่า
"บวชสิ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะบวช ... เป็นพญานาคมีฤทธิ์มากก็จริง แต่บวชไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้ ไม่เหมือนมนุษย์ พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้นาคบวช แต่มนุษย์บวชได้ มนุษย์สร้างบุญใหญ่ไปสวรรค์ชั้นสูง ไปแดนนิพพานได้ แสนประเสริฐ"

พระภูมิเจ้าที่ ตอบว่า
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง คราวนี้เราจะไปทำบุญใส่บาตรทุกวัน ไม่ต้องมานั่งรอคนอุทิศส่วนกุศลมาให้เราอีก ไปทำเองเลย เพิ่มบารมีได้เร็วทันใจดี"

สัตว์เดรัจฉาน ตอบว่า
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะสงเคราะห์สัตว์ตัวอื่นๆ เป็นสัตว์นั้นทุกข์มาก พูดก็ไม่ได้ คิดอะไรฉลาดๆก็ไม่ได้
เป็นมนุษย์มีสมองมีปัญญา เราจะใช้ปัญญาของมนุษย์ทำให้ตัวเองไม่ต้องมาเป็นสัตว์อีก"

เปรต ตอบว่า
"เราไม่อยากมีหน้าตาน่าเกลียด ไม่อยากมีปากเท่ารูเข็ม มีรูปร่างสูงเหมือนต้นตาล
ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะถือศีล จะได้ไม่ต้องมาเป็นเปรตผู้หิวโหย อดๆ อยากๆ ทนทุกข์ทรมานแบบนี้"

สัตว์นรกในอเวจี ตอบว่า
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะทำความดี จะไม่ผิดศีล5อีก จะปฏิบัติธรรม เพราะนรกมันร้อนมันโหดร้าย อยู่แล้วมีแต่ความเจ็บปวด ทุรนทุราย ถ้าข้ามีโอกาสอีกครั้ง เราจะไม่ทำเลว เราไม่อยากทรมาน ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นสัตว์นรกอีก"

แต่เมื่อถามคำถามเดียวกัน
มนุษย์ตอบว่า "อยากสมหวังรัก,อยากรวย,อยากมีตำแหน่งสูง,อยากมีอำนาจ แม้ต้องผิดศีล ทำร้ายใครก้อจะทำ"

อนิจจาใครหนอ..น่าสงสารที่สุด!
มนุษย์ผู้ที่อยากแต่ทรัพย์สมบัติภายนอกที่ยึดถือได้ชั่วคราว
ทั้งที่มีโอกาสจะทำบุญกุศลมากกว่าเพื่อน ทำให้มีอริยทรัพย์คือ
ทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัวไปทุกภพภูมิ อยู่ภายในใจ มี ๗ สิ่งคือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา




อ่านอีกครั้งจะรู้ว่า "มันดีมาก"
1 แชร์ 1 ธรรมทาน
เป็นบุญกุศลมากสำหรับผู้ส่ง-ผู้รับ


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Wednesday, November 18, 2015

วัดพระธรรมกาย 4 : คำสอน


   ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นที่ยอมรับในความสุภาพเรียบร้อย มีระเบียบวินัย มีมารยาทดี มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น แต่แปลกประหลาดที่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้โจมตีวัดพระธรรมกายว่าสอนผิด




จึงน่าศึกษาว่า จริงๆแล้วคำสอนของวัดพระธรรมกายเป็นอย่างไร
   แนวการสอนของวัดพระธรรมกายยึดหลักอนุปุพพิกถา ซึ่งเป็นแนวการสอนที่พระพุทธเจ้าทรงใช้มากที่สุด เป็นการสอนไปตามลำดับ 5 ข้อ คือ

1. ทานกถา สอนเรื่องคุณค่าความสำคัญของการให้ทาน การมีน้ำใจเอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
จะเป็นคนรวยคนจนก็ต้องรู้จักการให้ทาน ทรัพย์จะมากน้อยไม่สำคัญ ขอให้ทำด้วยจิตที่เลื่อมใส เพราะเมื่อมีจิตเลื่อมใสมากย่อมได้บุญมาก ทำเต็มกำลังศรัทธาของตน เศรษฐีเมื่อมีจิตเลื่อมใสก็ทำมาก คนจนมีทรัพย์น้อยก็ทำน้อย แต่เมื่อมีจิตเลื่อมใสมากก็ได้บุญมากเหมือนกัน
อีกทั้งให้คนรวยคนจนเอื้อเฟื้อกัน เศรษฐีมีทรัพย์ก็ทำบุญค่าอาหาร บ้างก็ยกข้าวหม้อแกงหม้อใส่รถมาวัด ทางวัดก็จะเลี้ยงข้าวฟรีกับทุกคนที่มาวัด และทุกวันอาทิตย์ก็จัดรถมาวัดฟรี ภายใต้แนวคิดว่า “ทั้งคนรวยคนจนควรมีโอกาสมาวัดศึกษาธรรมะเหมือนกัน” ดังนั้น คนจนที่สุดก็มาวัดได้ เพราะค่ารถฟรี เลี้ยงข้าวฟรี และก็มีญาติโยมจำนวนมากที่แรกมาวัด ฐานะยากจน แต่เมื่อตั้งใจศึกษาธรรมะ ทำความดี ไม่ยุ่งอบายมุข ฐานะก็ดีขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นเศรษฐี จึงซาบซึ้งในคุณค่าธรรมะ ตั้งใจทำบุญเต็มที่ เพื่อสนับสนุนเปิดโอกาสให้คนอื่นๆได้มาศึกษาธรรมเพิ่มขึ้น เหมือนที่ตนเคยได้รับโอกาส

2. ศีลกถา สอนเรื่องคุณค่าความสำคัญของการรักษาศีล
วัดพระธรรมกายจะอบรมตอกย้ำให้ญาติโยมตั้งใจรักษาศีล 5 เป็นพื้นฐานอย่างเอาจริงเอาจัง และยังชักชวนให้รักษาศีล 8 ในวันพระ เป็นการฟื้นฟูประเพณีอันดีงาม ซึ่งพุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติมาแต่ครั้งพุทธกาล อาทิ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
นอกจากการรักษาศีลโดยตรงแล้ว ทางวัดยังอบรมกิริยามารยาท การกราบ การไหว้ การลุก การนั่ง การปฏิบัติตนต่อพระภิกษุ การให้ความเคารพพระรัตนตรัย ในเขตวัดจะไม่มีการสูบบุหรี่ ไม่มีการเล่นการพนันและอบายมุข

3. สัคคกถา พรรณนาเรื่องสวรรค์ พระพุทธเจ้าจะทรงสอนให้รู้ว่า เมื่อได้ให้ทาน รักษาศีลแล้ว อานิสงส์จะส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์ มีวิมานและทิพยสมบัติที่วิจิตรงดงามเพียงใด แต่ถ้าทำบาปก็จะไปตกนรก ลงอบาย ซึ่งมีความทุกข์มาก น่ากลัวยิ่งนัก
วัดพระธรรมกายก็สอนตามแนวทางของพระพุทธเจ้าและใช้เทคโนโลยีทันสมัย ทั้งภาพนิ่ง ภาพแอนนิเมชั่น แสดงถึงลักษณะของนรก สวรรค์ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนตระหนักถึงคุณค่าของบุญ และความน่ากลัวของบาปกรรมอกุศล เกิดแรงบันดาลใจในการทำความดีละเว้นความชั่ว

4. กามาทีนพ ทรงสอนเรื่องโทษของกามว่าเผ็ดร้อน มีทุกข์มากมีความพอใจน้อย เป็นบ่อเกิดของการทะเลาะวิวาทกัน
ทางวัดได้สอนตอกย้ำให้ทุกคนรู้โทษของกาม และรู้จักหลีกเร้นจากกามแม้เป็นช่วงเวลาหนึ่งก็ตามด้วยการรักษาศีล 8 ประพฤติพรหมจรรย์ในวันพระ วันเกิด เป็นต้น และให้ผู้มาวัดแต่งชุดขาว เพื่อจะได้ไม่แต่งตัวประดับประดามาอวดกันเป็นการยั่วกิเลส

5. เนกขัมมานิสงส์ ทรงสอนเรื่องอานิสงส์ของการออกบวช
วัดพระธรรมกายพยายามฟื้นฟูประเพณีการบวชของชายไทยให้กลับมาอีกครั้ง โดยในช่วงชีวิตของชายไทย ควรมีครั้งหนึ่งที่ได้บวชตลอดพรรษาเพื่อจะได้ศึกษาธรรมะอย่างเต็มที่ ไม่ใช่บวชเพียง 7 วัน 15 วัน เพราะอ้างว่างานยุ่ง จึงปรากฏเป็นโครงการอุปสมบทหมู่หนึ่งแสนรูปทุกหมู่บ้านทั่วไทย
ส่วนเยาวชนนักเรียน นักศึกษา ก็บรรพชาอุปสมบทในช่วงปิดภาคฤดูร้อน ศึกษาธรรมะ เพื่อจะได้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป

หลักธรรมปฏิบัตินั้น ทางวัดได้สอนการปฏิบัติธรรมตามหลักวิชชาธรรมกาย ของพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของพระพุทธเจ้า คือ การพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม
ประเด็นเรื่องนิพพานว่าเป็นอัตตาหรืออนัตตานั้น ทางวัดบอกว่า ให้เราถือว่า “นิพพาน คือ นิพพาน” แล้วเลิกทะเลาะกันเรื่องนี้ ปฏิบัติเข้าถึงเมื่อใดก็จะรู้ด้วยตนเอง ปัญหาสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้ แต่อยู่ที่อบายมุขท่วมเมือง เด็กติดยากันเกลื่อน อย่าว่าแต่นิพพานเลย สวรรค์ยังไม่ได้ไป จะตกนรกกันหมดแล้ว ชาวพุทธเลิกทะเลาะกัน แล้วเอาเวลามาทุ่มเทให้กับการรณรงค์ต่อต้านอบายมุข ชวนคนมาทำความดีกันให้มากๆ ดีกว่า สังคมจะได้สงบร่มเย็น เยาวชนเป็นคนดี ครอบครัวอบอุ่นเป็นสุข

   เอกลักษณ์ของการสอนวัดพระธรรมกาย คือ การถือธรรมเป็นใหญ่ ทางวัดจะไม่เอาใจโยม ไม่ดึงวัดไปหาโยม แต่จะดึงโยมเข้าสู่ธรรมะ เช่น
โยมชอบดูหมอ ใบ้หวย ทางวัดก็จะไม่ดูหมอ ไม่ใบ้หวย แต่สอนให้โยมรู้ว่าการเล่นหวยเป็นอบายมุขควรเลิก การดูหมอพระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ แต่ทรงสอนให้ทำความดี มีวิริยะอุตสาหะ ทุกอย่างเป็นเรื่องกรรมลิขิต ไม่ใช่พรหมลิขิต คนทำดีดวงดาวก็ทำอะไรไม่ได้
ทางวัดจึงไม่มีมหรสพ ไม่มีเซียมซี ไม่มีกุมารทอง ไม่มีนางกวัก ไม่มีรูปปั้นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ไม่มีรูปเคารพอื่นใดนอกจากพระรัตนตรัย ไม่มีบุญเขตอื่นนอกพระพุทธศาสนา




    โดยสรุป หลักคำสอนของวัดพระธรรมกาย เดินตามแนวทางของพระพุทธเจ้า แต่ทำอย่างจริงจังและได้ผล เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ถ้าเราตั้งใจศึกษาและสอนญาติโยมตามแนวทางของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังแล้วจะได้ผลดี ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เคยล้าสมัย เป็นอกาลิโก ผู้ใดปฏิบัติตามก็จะได้ผลดี โดยไม่ต้องไปพึ่งเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เซียมซี การดูหมอ ใบ้หวย มหรสพมาดึงคนเข้าวัดเลย
แนวทางที่วัดพระธรรมกายเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจังและได้ผล ทำให้มีศิษยานุศิษย์มากมายนับล้านคนนี้ อาจเป็นเหตุให้ดูโดดเด่น จึงเป็นเป้าแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ทางวัดจะต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจต่อไป


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

แชร์ไปได้บุญ!! วิธีการอธิษฐานก่อนนอน เพื่อตัดกรรมตนเอง


วิธีการอธิษฐานก่อนนอน เพื่อตัดกรรมตนเอง

       อธิษฐานหน้าพระพุทธรูป หรือสวดก่อนนอนก็ได้

  (นะโม 3 จบ) “ สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเต “




  หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน บิดา-มารดา
ครูบาอาจารย์พระพุทธ พระธรรม
พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กายวาจา ใจ ก็ดี
ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย

  หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาขออนุญาตมีคู่
มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป
ขอถอนคำอธิษฐานคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต
ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน
ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร
ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้องจงเจริญด้วย
อายุ วรรณะ สุขะ พละลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ
อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลก ทางธรรม
ตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ

  หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า
ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท
ความอาฆาตและคำสาปแช่งในทุกชาติ ทุกภพ
ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร
ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรม เทอญ …

“คนเราเกิดมาหลายภพชาติ ต่างมีเจ้ากรรมนายเวรของตนต่างกัน
การสวดขอขมาเพื่อลดและปลดหนี้กรรมให้เบาบางน้อยลง “

เราต้องการสิ่งใด มีอุดมคติมุ่งมั่นในสิ่งใด ขอให้ระลึกถึงสิ่งนั้นและอธิษฐานจิตก่อนนอน เมื่อเรานอนหลับไป
จิตใต้สำนึกจะซึมซับเอาความปรารถนานั้นไว้ และพิจารณาหาทางให้เราประสบความสำเร็จ

เมื่อเราตื่นขึ้นตอนเช้า ขอให้เราคิดว่าเป็นชาติใหม่ของเรา
ขอให้คิดไปในทางที่ดี สร้างจินตภาพในเรื่องความสุขความสำเร็จ
เราจะได้มีพลังจิตที่เข้มแข็งไปในทางบวกและทำหน้าที่ที่มาถึงให้ดีที่สุด

จิตที่เต็มไปด้วยธรรมะ เป็นจิตที่มีความสร้างสรรค์มากเพราะไม่มีอะไรบกพร่อง
พร้อมที่จะช่วยคนอื่นได้ โดยไม่หวังอะไรตอบแทน เขาจะรักหรือไม่รัก เรื่องของเขา แต่เราจะให้




ก่อนนอนทุกคืน เราควรตั้งใจให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่างและแก่ทุกคน ทำเสมือนหนึ่งว่า เราจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก
ความตั้งใจอย่างนี้ ทำให้ใจของเราสงบและเราจะหลับไปอย่างเป็นสุข ตื่นขึ้นพร้อมด้วยความสดชื่นแจ่มใส
ขอจงท่องจำไว้ว่า เมื่อใดใจของเราผูกเวร เมื่อนั้นมองไปทางใดก็พบแต่ศัตรู
แต่เมื่อใดใจของเรามีเมตตา มองไปทางใดก็เจอแต่มิตรไมตรี

ถ้าท่านเห็นว่าเป็นบทความนี้มีเนื้อหาดี
ก็กรุณาร่วมด้วยช่วยกันส่งต่อความดีด้วยเผยแพร่พระธรรมเป็นธรรมทานต่อๆกันไปด้วยครับ


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

สวดมนต์อย่างไรให้ชีวิตดีขึ้น?! กับ 10 วิธีสวดมนต์ ที่ทำแล้วชีวิตดี มีความสุข


1. ก่อนสวดให้เลือกเวลาและสถานที่ที่จะมีสิ่งรบกวนน้อยที่สุด เช่น ห้องนอนของตัวเองในเวลาก่อนนอน, ห้องนอนของตัวเองในเวลาตื่นนอน ไม่จำเป็นต้องไปถึงวัดก็ได้  “เพราะการทำดี ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเลือก ไม่ต้องรอ”




2. เคลียร์ความคิดและจิตใจให้ปลอดโปร่งที่สุด อะไรที่ทำให้คิดมาก จิตตก รู้สึกแย่ อาฆาตพยาบาท โกรธเคือง โยนทิ้งออกไปก่อนชั่วคราว “การสวดมนต์เพื่อหวังจะลบความรู้สึกแย่ในใจ ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น” เพราะมันจะเหมือนกับเศษตะกอนที่อยู่ในน้ำ ต่อให้เติมน้ำที่กลั่นมาใสสะอาดเท่าไหร่มันก็ยังขุ่นอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่พร้อมจะสวดจริง ๆ อย่าเพิ่งสวด

3. ความยาวของคาถาไม่ได้การันตีว่าชีวิตจะดีขึ้นจริง ๆ เอาแค่เซตคาถาที่พอจูนสมาธิให้กับตัวเองได้สัก 3-5 นาทีเป็นอย่างต่ำ เช่น สวดอะระหังสัมมาฯ+คาถาชินบัญชร, สวดอะระหังสัมมาฯ+อิติปิโสฯ+พาหุงฯ+ชินบัญชร สุดแท้แต่ที่จะเลือกมาสวด คาถาไหนก็ได้ความหมายที่ดีทั้งนั้น

4. ต่อให้คาถานั้นมีความหมายถึงลาภยศสรรเสริญอยู่จริง “อย่าโฟกัสให้จิตจ้องลาภ” เพราะนั่นเท่ากับว่าเราหมกมุ่นยึดติดกับเงินทองมากเกินไป ควรโฟกัสที่การใช้เวลาสวดไปเพื่อการจูนสมาธิและจิต ให้ว่างเปล่า บริสุทธิ์ พร้อมจะคิดอะไรใหม่ ๆ ดี ๆ เพิ่มขึ้นมาได้ (คิดดี ทำดี เป็นรากฐานก็การได้รับสิ่งดี)

5. นั่งในท่าที่สบาย ขัดสมาธิก็ได้ พับเพียบก็ได้ แต่ก็ให้เป็นท่าที่สามารถอยู่นิ่งได้นาน ไม่ปวดทรมาน ไม่เหน็บชา จนต้องขยุกขยิกบ่อย ๆ ให้เสียสมาธิ

6. เคล็ดลับการนั่งสวดมนต์ (ไปจนถึงนั่งสมาธิ) นาน ๆ ก็คือ ควรนั่งให้หลังตรง ไม่ค่อมตัว ไม่แอ่นตัว เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่งพร้อมรับลมหายใจที่ไหลเวียนได้สะดวก (ออกซิเจนมีผลต่อระบบร่างกายเรา หากไม่ได้รับในปริมาณที่เพียงพอ เพียงแค่เรานั่งผิดองศา เราจะง่วงซึม ปวดเมื่อย รู้สึกมึน)

7. ผลพลอยได้จากการนั่งหลังตรง ไม่เพียงแต่สมาธิที่ดี แต่ยังได้บุคลิกภาพที่สง่างามด้วย

8. ในขณะที่สวดมนต์จะเปล่งออกเสียง หรือพูดแบบกระซิบก็ได้ “ขอให้ปากได้ขยับตามบทสวดแบบชัดถ้อยชัดคำ” อย่าบ่นงึมงำไม่ได้ศัพท์เหมือนเด็กหัดพูด เพื่อให้รู้ตัวว่ากำลังสวดมนต์อยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันนี้ จิตไม่ได้ล่องลอยไปไหน (ในทางความเชื่อ การสวดให้ชัดถ้อยชัดคำ ก็เพื่อให้พระท่านรับรู้ว่าเราต้องการจะสื่อสารอะไร ท่านจะได้ประทานพรได้ถูก แต่ถ้ามองในทางวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยา เสียงที่เปล่งออกมา ปากที่ขยับ มันคือการฝึกจิตให้จดจ่ออยู่กับปัจจุบันที่สุด)

9. สวดมนต์แล้วอย่าลืมนั่งสมาธิเพื่อภาวนา แผ่เมตตาให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และสิ่งที่มองไม่เห็น ใครหรืออะไรก็ตามที่มีผลต่อชีวิตเรา ทั้งในด้านดีและด้านร้าย ทั้งในด้านที่เป็นมิตรและเป็นศัตรู ขอให้พยายามนึกเรื่อย ๆ … กล่าวขอบคุณ, ขอโทษ และให้อภัยพวกเขาในขณะที่หลับตา (ในทางพุทธศาสนา คือ การนึกถึงเรื่องเวรกรรมบาปบุญ สร้างบุญให้กับตนเองและผู้อื่น แต่ในทางจิตวิทยา คือ การชำระจิตให้สะอาดกว่านี้ ไม่ให้รู้สึกว่าติดค้างอะไร แถมยังได้กำลังใจจากการนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ อีกด้วย)

10. หลังจากสวดมนต์จบแล้ว พยายามตัดนิสัยไม่ให้ตัวเองผิดศีล 5 ถ้าเป็นเวลานอน (สวดมนต์ก่อนนอน) สวดมนต์-นั่งสมาธิแผ่เมตตาเสร็จแล้วก็รีบนอนเลย อย่าประวิงเวลาแม้กระทั่งเช็คเฟส เช็คไลน์แค่นาทีเดียว เพื่อให้นอนฝันดีที่สุดจากจิตที่เพิ่งชำระสะอาดมาหมาด ๆ




ถ้ายังต้องมีกิจกรรมอื่นหลังจากสวดมนต์-นั่งสมาธิจบแล้ว เช่น จะต้องออกไปทำงาน, ออกไปข้างนอก หรืออะไรก็ตาม ให้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ผิดศีล 5 เลยภายในกี่ชั่วโมงก็ว่ากันไปตามแต่สะดวก อาจพัฒนาจากไม่กี่ชั่วโมงเป็นทั้งวันได้ยิ่งดี (ในทางความเชื่อ ก็เหมือนกับว่าถ้าเราอยากจะได้สิ่งดี อยากให้พระท่านประทานพร เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ท่านเห็นก่อนว่าเราจะทำดีจริง ๆ โดยมีศีล5กำกับ แต่ถ้าในทางจิตวิทยามันก็คือการดัดนิสัยตัวเองให้ได้รับพลังบวกมาก ๆ จากการทำดี คิดดีให้มากนั่นเอง)

เลือกปฏิบัติกันได้แล้วแต่คุณจะสะดวก อาจจะไม่ทุกวัน แต่ขอให้สม่ำเสมอจนเป็นนิสัย … สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ผลตอบแทนที่ดี เราเริ่มได้จากตัวเรา : )

ที่มา: thai123


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Tuesday, November 17, 2015

ประวัติวันลอยกระทง

 ประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา เป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น การลอยกระทงนิยมทำกันในวันเพ็ญ เดือน 12 ของทุก ๆ ปี อันเป็นช่วงที่น้ำใน




แม่น้ำลำคลองขึ้นสูงและอากาศเริ่มเย็นลง ตามพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน และตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวว่า นางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงสำหรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น ซึ่งคนทั่วไปนิยมทำตามสืบต่อมา นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่ 1 ยังได้กล่าวถึง งานเผาเทียน เล่นไฟ ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานต้องตรงกันว่า งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

ประวัติวันลอยกระทง


          นางนพมาศ สนมเอกของพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย คิดทำกระทงรูปดอกบัว และรูปต่างๆถวาย พระร่วงทรงให้ลอยกระทงตามสายน้ำไหล ในหนังสือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระร่วงตรัสว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน"

          ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีการทำกระทงขนาดใหญ่และสวยงาม ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพาราชวงศ์ กล่าวไว้ว่า "ครั้นมาถึงเดือน 12 ขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ แรมค่ำหนึ่งพิธีจองเปรียงนั้น เดิมได้โปรดให้ขอแรง พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และข้าราชการที่มีกำลังพาหนะมาทำกระทงใหญ่ ผู้ถูกเกณฑ์ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้าง 8 ศอกบ้าง 9 ศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอด 10 ศอก 11 ศอก ทำประกวดประขันกันต่างๆ ทำอย่างเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง 4 บ้าง และทำเป็นกระจาดชั้นๆบ้าง วิจิตรไปด้วยเครื่องสด คนทำก็นับร้อย คิดในการลงทุนทำกระทงทั้งค่าเลี้ยงคนและพระช่าง เบ็ดเสร็จก็ถึง 20 ชั่งบ้าง ย่อมกว่า 20 ชั่งบ้าง"




          ปัจจุบันประเพณีลอยกระทง มีการจัดงานกันแทบทุกจังหวัด ถือเป็นงานประจำปีที่สำคัญ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่มีการจัดขบวนแห่กระทงใหญ่ กระทงเล็ก มีการประกวดกระทง และประกวดธิดางามประจำกระทงด้วย ส่วนการลอยโคม ชาวบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานยังนิยมทำกัน ชาวบ้านจะนำกระดาษ มาทำเป็นโคมขนาดใหญ่สีต่างๆ ถ้าลอยตอนกลางวัน จะทำให้โคมลอยโดยใช้ควันไฟ ถ้าเป็นเวลากลางคืน ก็จะใช้คบจุดที่ปากโคม ให้ควันพุ่งเข้าในโคม ทำให้ลอยไปตามกระแสลมหนาว เวลากลางคืนแลเห็นแสงไฟโคมบนท้องฟ้า พร้อมกับแสงจันทร์และดวงดาวสวยงามมากทีเดียว

 ที่มา : guru.sanook.com


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Monday, November 16, 2015

ดอกไม้ต้านมะเร็ง ความลงตัวของธรรมชาติ กับสุขภาพดีแบบเน้น ๆ


สมุนไพรต้านมะเร็ง ใครว่าจะต้องเป็นพืชที่มีแต่สีเขียว ๆ เสมอไป ดอกไม้สีสันสวยงามที่เราเห็นผ่านตากันเป็นประจำก็ช่วยป้องกันมะเร็งได้ หากเพียงเลือกมารับประทานให้ถูกชนิด




ดอกไม้ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้คือหนึ่งในสิ่งที่สามารถช่วยจรรโลงใจของเราได้ สีสันที่สดใสสวยงามนั้น เวลาที่ได้มองแล้วก็สามารถทำให้ความรู้สึกห่อเหี่ยว หรือแม้แต่อารมณ์ที่บูดบึ้งบรรเทาลง เป็นอาหารตาที่ดีเยี่ยม แต่ก็มีดอกไม้อีกหลากหลายชนิดเช่นเดียวกันที่ยังกลายมาเป็นอาหารรสชาติโอชา และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ดอกไม้ที่เราเห็นกันทั่วไปบางสายพันธุ์ซุกซ่อนคุณประโยชน์เพื่อสุขภาพไว้อย่างมหาศาล จนทำให้เราต้องประหลาดใจ อย่างเช่นที่เราเก็บมาฝากในวันนี้ ซึ่งแต่ละชนิดมีการศึกษายืนยันแล้วว่าช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยามากมายจนต้องทึ่งเลยทีเดียว
จากการศึกษาของรองศาสตราจารย์ ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ หัวหน้าฝ่ายพิษวิทยาทางอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และทีมนักศึกษาปริญญาโทในหลักสูตรพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ ค้นพบว่า การรับประทานดอกไม้อย่าง หัวปลี ดอกขจร ดอกเข็ม ดอกแค ดอกบัว ดอกเฟื่องฟ้า ดอกโสน และดอกอัญชัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยมีการสันนิษฐานว่าเกิดจากสารบางชนิดในดอกไม้ ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ป้องกันการถูกทำลายของเซลล์จากสารอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งหลายชนิด และป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ได้อีกด้วย อีกทั้งดอกไม้เหล่านี้ยังมีไฟเบอร์สูงสามารถช่วยในการขับถ่ายได้อีกด้วย แถมดอกไม้เหล่านี้เมื่อนำมาปรุงอาหารจนสุกแล้วสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) นี้ก็ยังไม่เสื่อมสลายไป และยังคงมีสรรพคุณครบถ้วนเช่นเดิม

เห็นสรรพคุณเด็ดดวงของดอกไม้ทั้ง 8 ชนิดนี้แล้ว กระปุกดอทคอมเลยจะขอพาไปรู้จักประโยชน์เพิ่มเติมของดอกไม้เหล่านี้ ที่ยังมอบสิ่งดี ๆ ให้กับสุขภาพของเราอีกหลายขนาน ดังนี้ค่ะ

หัวปลี


หัวปลี หรือส่วนช่อดอกของต้นกล้วย เป็นอีกส่วนหนึ่งของกล้วยที่เรานิยมนำมาปรุงเป็นอาหารหลากหลาย เนื่องจากเจ้าหัวปลีนั้นมีประโยชน์มากมาย ไม่เพียงแต่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยยับยั้งการกลายพันธุ์ของเซลล์ไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง แต่ยังมีแร่ธาตุและวิตามินที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม แมกนีเซียม และวิตามินอี อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง และแคลอรีไม่สูงจนเกินไปอีกด้วย

นอกจากนี้หัวปลียังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย เช่น รักษาอาการอักเสบต่าง ๆ ช่วยสมานบาดแผล อีกทั้งหัวปลีก็ยังช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า และช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้อีกด้วย เนื่องจากในหัวปลีมีแมกนีเซียมสูง อันเป็นแร่ธาตุตัวสำคัญที่สามารถรักษาอาการซึมเศร้าได้โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ต่อสุขภาพ และสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การรับประทานหัวปลีในปริมาณที่พอเหมาะก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ รวมทั้งสารอาหารในหัวปลียังจะไปสร้างเสริมฮีโมโกลบินในร่างกาย อันเป็นผลดีต่อคนที่เป็น
โรคโลหิตจางอีกด้วย

แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นสรรพคุณที่โดดเด่นที่สุดของเจ้าหัวปลีรองจากต้านมะเร็งและมีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากแล้วนั้น ก็คงจะเป็นสรรพคุณที่ช่วยบำรุงเพศหญิงนี่ล่ะค่ะ เพราะเจ้าหัวปลีนี้ หากคุณผู้หญิงรับประทานเข้าไปในช่วงมีประจำเดือนก็สามารถบรรเทากลุ่มอาการ PMS ได้ โดยเฉพาะคนที่มีประจำเดือนมากผิดปกติ การรับประทานหัวปลีจะช่วยให้ประจำเดือนลดลงจนเป็นปกติ สร้างเสริมฮอร์โมนโปรเจสโตโรน(Progesterone) ในร่างกายคุณสาว ๆ ให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ขณะที่คุณสาว ๆ ที่เพิ่งคลอดบุตรและอยู่ในช่วงให้นมบุตร การกินหัวปลีจะสามารถทำให้มีน้ำนมเพิ่มขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องรับประทานยาขับน้ำนมค่ะ รู้ว่าดีขนาดนี้ก็ลองไปหารับประทานกันเลยดีกว่าเนอะ

ดอกขจร


ดอกขจร หรือดอกสลิด ไม่ใช่เพียงแค่มีประโยชน์ที่กลิ่นหอมเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะดอกขจรนั้นเป็นดอกไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัส แถมยังสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเลยเชียวล่ะ
ทั้งนี้สรรพคุณทางยาของดอกขจรก็ไม่ใช่เล่น ๆ ที๋โดดเด่นที่สุดก็คือสรรพคุณในด้านการบำรุงฮอร์โมนในเพศหญิง อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน รักษาไข้หวัดที่เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลง บำรุงตับ บำรุงสายตา ขับเสมหะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แถมยังบำรุงเลือดได้อีกด้วย ถือเป็นดอกไม้ที่ครบเครื่องทั้งความสวยงาม กลิ่นหอม และประโยชน์เลยล่ะเนอะ

ดอกเข็ม


ดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ที่มักปลูกเป็นไม้ประดับ รวมทั้งเป็นดอกไม้มงคลในพิธีไหว้ครูอย่างดอกเข็มนั้น อย่าเพิ่งคิดว่ามีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่สรรพคุณทางยาก็มีไม่น้อย ที่สำคัญเจ้าสรรพคุณเหล่านี้ยังกระจายอยู่แทบจะทุกส่วนของต้นเลยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นใบ ราก หรือแม้แต่ในดอกเข็ม ก็ล้วนแต่สามารถรักษาอาการป่วยต่าง ๆ ได้ค่ะ อาทิ ช่วยสมานแผล รักษาอาการสะอึก คลื่นไส้ อาการเบื่ออาหาร บรรเทาอาการเจ็บคอ หลอดลมอักเสบ โรคหอบหืด ลดความดันโลหิต การติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์ในเพศหญิง แก้ประจำเดือนผิดปกติได้ด้วย

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น รากของต้นดอกเข็มก็ยังสามารถรักษาบิด และโรคอุจจาระร่วง ช่วยฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ อันเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียได้ และที่น่าสนใจอีกไม่น้อยก็คือ มีการศึกษาในปี 2001 พบว่าในการทดลองกับหนูนั้น การให้หนูกินดอกเข็มจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากการรักษาโรคด้วยเคมีบำบัดได้ โดยสารบางชนิดในดอกเข็มจะเข้าไปยับยั้งการลดลงของน้ำหนักที่เกิดจากการการให้เคมีบำบัด และเพิ่มระดับฮีโมโกลบินในเลือด อีกทั้งเมื่อวัดระดับของยูเรียไนโตรเจนในเลือดของหนูที่นำมาทำการทดลองก็ยังอยู่ในระดับที่ปกติ ทำให้เห็นได้ว่าดอกเข็มนั้นสามารถช่วยบรรเทาผลข้างเคียงของการให้เคมีบำบัดได้เป็นอย่างดีค่ะ

ดอกแค


ดอกไม้ที่เป็นพืชสมุนไพรยอดนิยมอย่างดอกแค เป็นดอกไม้อีกชนิดที่เรามักจะเห็นว่ากลายมาเป็นอาหารขึ้นโต๊ะกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งนอกจากจะมีผลการศึกษาพบว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ แต่จริง ๆ แล้วเจ้าดอกแคนี้มีสรรพคุณดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้โรคบิด แก้มูกเลือด แก้ท้องเดิน อุจจาระร่วง ได้
ทั้งนี้ในการแพทย์แผนอายุรเวทก็ยังมีการนำดอกแคมาคั้นเป็นน้ำแล้วนำไปใช้ในการรักษาริดสีดวงจมูก แก้ปวดศีรษะได้ หรือจะนำส่วนที่เป็นใบมาตำพอกรักษาแผลช้ำได้ แถมเจ้าดอกแคนี้ยังมีโปรตีนสูงอีกด้วย เอาเป็นว่าดอกแคนี่มีประโยชน์ไม่แพ้กับดอกไม้ชนิดอื่นเลยเชียวล่ะค่ะ

ดอกบัว


หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าดอกบัวเนี่ยล่ะมีสรรพคุณทางยาเพียบเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณในการเป็นยาขับปัสสาวะ ป้องกันการเชื้อรา ป้องกันการเกิดโรคอ้วน หรือแม้แต่ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นดอกบัว หรือส่วนอื่น ๆ ของดอกบัวนั้นก็ล้วนแต่ถูกนำมาใช้ในยาแพทย์แผนโบราณทั้งนั้น
โดยสรรพคุณที่เด็ดดวงที่สุดของดอกบัวนอกจากต่อต้านการเกิดมะเร็งก็คือการป้องกันการตกเลือดและบำรุงครรภ์สำหรับสตรีมีครรภ์ และช่วยขับน้ำนมให้กับคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร รวมทั้งบรรเทาอาการท้องเสีย แก้พิษไข้ รักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนองใน ซิฟิลิส โรคไขข้ออักเสบ โรคเบาหวาน ลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดซึ่งดีกับหัวใจ และถ้าหากนำดอกบัวมาตากแห้งและชงดื่มเป็นชาก็จะยิ่งช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ ช่วยลดน้ำหนัก และสร้างเสริมระบบสืบพันธุ์ในทั้งเพศชายและหญิงอีกด้วย
ในด้านความงาม ดอกบัวก็ให้สรรพคุณดีไม่แพ้กัน ทั้งช่วยปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่มเปล่งปลั่งขึ้นอีกด้วยล่ะ สรรพคุณเริด ๆ แบบนี้สาว ๆ ไม่น่าจะมองข้ามเลย

ดอกเฟื่องฟ้า



ดอกเฟื่องฟ้ามีหลากหลายสีสันที่สวยงาม แต่ที่ถือว่ามีสรรพคุณโดดเด่นในการช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้ก็น่าจะเป็นดอกเฟื่องฟ้าที่มีสีม่วง แดง และชมพู เนื่องจากทั้งสามชนิดนี้มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สูง นอกจากนี้ก็ยังมีการศึกษาพบแล้วว่าเจ้าดอกเฟื่องฟ้านี่ล่ะที่ช่วยบำรุงสุขภาพและมีสรรพคุณรักษาโรคดีอย่างแท้จริง อาทิ ช่วยป้องกันการติดเชื้อ รักษาอาการท้องเสีย ช่วยในการคุมกำเนิด รักษาอาการไอและเจ็บคอ บำรุงเลือดและขับระดูขาวในผู้หญิง อีกทั้งช่วยลดความดันโลหิต และบำรุงหัวใจ

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การรับประทานดอกเฟื่องฟ้าก็ยังทำให้ร่างกายได้รับไพนิทอล (Pinitol) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการสนับสนุนการทำงานของอินซูลิน โดยมีการศึกษาพบว่า หากสารนี้เข้าสู่ร่างกายแล้วจะช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้นค่ะ

ดอกโสน


มาถึงดอกไม้สีเหลืองดอกเล็กที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารอย่างดอกโสน ซึ่งเป็นพืชที่มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซิน และวิตามินซีสูง ที่แค่เพียงรับประทานเข้าไปก็ได้ผลดีบำรุงกระดูกให้แข็งแรง บำรุงสมอง อีกทั้งช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ และมีการศึกษาพบว่าในดอกโสนมีสารเควอเซทิน ไกลโคไซด์ ซึ่งเป็นสารฟลาโวนอยด์ที่สำคัญ มีฤทธิ์ในการทำลายและยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้

ขณะที่สรรพคุณทางยาของดอกโสนนั้นก็มาจากฤทธิ์เย็นของดอกโสน ที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยแก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ได้เช่นเดียวกับดอกแค จึงทำให้ดอกโสนนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งอาหารที่คนชอบหารับประทานกันค่ะ

ดอกอัญชัน


นอกจากสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่มีอยู่ในดอกอัญชันจะช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งได้ เจ้าสารชนิดนี้ก็ยังมีส่วนสำคัญในการบำรุงเส้นผมให้เงางาม อย่างที่เราเคยเห็นว่ามักจะมีการนำดอกอัญชันมาหมักผม หรือนำไปทาบริเวณคิ้วเด็กให้คิ้วดกดำขึ้นนั่นล่ะค่ะ




แต่ที่น่าอัศจรรย์ไปยิ่งกว่านั้นคือสารแอนโทไซยานินนี้ก็ยังสามารถช่วยบำรุงสายตา กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ป่วยเบาหวาน ดอกอัญชันนี้ก็เปรียบเสมือนทองคำเลย เพราะดอกอัญชันสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด และช่วยบรรเทาภาวะเสื่อมสภาพของดวงตาที่เกิดจากโรคเบาหวานได้ รู้แบบนี้แล้วก็ต้องรีบหามาลิ้มลองเลยนะ

เห็นไหมล่ะคะว่าความสวยงามของดอกไม้น่ะไม่ได้มีแค่ให้ชื่นชมเท่านั้น แต่ยังมีดีกับสุขภาพอีกเพียบ คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าจะเลือกหยิบดอกไม้ชนิดใดมาลิ้มลองกันแล้วล่ะค่ะ แต่ก็อย่าเพลิดเพลินกับอาหารจากดอกไม้เพียงอย่างเดียวนะ ควรรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพชนิดอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย จะได้มีสุขภาพที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ

 ที่มา :Siriwan Monrit Flower


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

เรื่องดีดีที่เกี่ยวกับพระแม่ธรณี


   เวลาย้ายไปอยู่บ้านใหม่ เตรียมแก้วไว้ 1 แก้ว ใส่ข้าวสารไว้ เอาน้ำตาลทรายแดงโรยไว้บนข้าวสาร แล้ววางไว้บนพื้น แล้วตบพื้น 3 ที ขอให้แม่พระธรณีประทานพรให้กับลูกที่อยู่อาศัย ณ เคหะสถานแห่งนี้ จุดธูป 21 ดอก ว่าวันนี้เราได้มาอยู่บ้านใหม่แห่งนี้นะ บอกบ้านเลขที่ไป เพื่อให้ท่านประทานพรให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข แล้วให้ปักธูปบนพื้น ไม่ใช่บนข้าวสารเพราะข้าวสารที่โรยน้ำตาลเป็นเครื่องสักการบูชาท่าน ข้าวสารนั้นห้ามเอาไปทำอย่างอื่น ให้ เอาไปฝากไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่




เรื่องคดีความ เรื่องหนี้สิน ก็อันเชิญญาณของท่านแล้วเอาน้ำมนต์ไปอาบ วันที่มีนัดไกล่เกลี่ย ก็ขอพรพระพุทธรูปที่อยู่ตรงหน้าเรา และขอให้องค์พระแม่ธรณีจงช่วยเปิดทางให้ใช้น้ำมนต์อาบได้ ทุกอย่างอยู่ที่การอธิษฐานจิตของเรา องค์พระแม่ธรณีเป็นเทพมหาเทวีที่ทุกคนควรบูชาเพราะทุกวันนี้เราก็เปรียบเสมือนได้ยืนอยู่บนตัวท่าน

ถ้าจะซื้อที่ ก็ใช้วิธีเดียวกันกับการขายที่คือ เอาข้าวสารใส่แก้ว โรยด้วยน้ำตาลแดง บอกพระแม่ธรณีและเทพาอารักษ์แถวนั้นว่าเราจะทำการซื้อที่แห่งนี้ขอให้ท่านเปิดทางด้วย ตบพื้น 3 ครั้งแล้วก็ปักธูปบางคนไม่รู้ว่าเราเคยต้องธรณีศาลมาหรือเปล่า

โดยเฉพาะร้านค้า ถ้ามีท่านบูชาอยู่จะดีมากและ ถ้ามีน้ำวน น้ำพุด้วยจะดีมากๆๆ
ใครที่มีบ้าน หรือ มีที่ดิน กำลังจะขายแต่ยังขายไม่ได้ ผมมีเคล็ดลัยดีๆมาฝาก
นั่นคือ การไปขอพรเรื่องขายดิน ขายบ้าน กับ องค์พระแม่ธรณี
หากอยู่กรุงเทพ ไปขอที่ ศาลพระแม่ธรณี ใกล้ๆ สนามหลวง ขอบอกที่นั่น ศักดิ์สิทธ์มาก
ในเรื่องการขายที่ดิน ขายบ้าน
ส่วนคนที่อยู่ ตจว ไม่สะดวกเดินทางมา ก็ไปขอกับศาลพระแม่ธรณี ที่จังหวัดของท่าน หรือบริเวณจังหวัดใกล้เคียง

คำอธิษฐานขอพร แก้บน พระแม่ธรณี
ถ้าท่านต้องการขายที่ดิน ท่านควรไปบนกับพระแม่ธรณี และเวลาบนว่าต้องการขายที่ดินนั้น ต้องพูดดังนี้
“พระแม่ธรณีเจ้าขา แม่อยู่หรือยังจ๊ะ อยู่แล้วจ๊ะ แม่จ๋า ลูกขออนุญาตเปลี่ยนที่ตรงนี้เป็นดอกแก้วนะจ๊ะ เพราะลูกจะนำไปทำทุน หรือ...” อะไรก็แล้วแต่ท่าน อย่า !! จงอย่าบอกว่าจะขายแม่ธรณีนะ
ของที่บน - เขาให้ไปทำสังฆทาน หรือซื้อที่ดินถวายพระ สร้างโรงเรียน ที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ หรือสร้างพระประธาน โดยยกไปแก้บนในสถานที่ที่ขายได้ และนิมนต์พระไปรับตรงนั้นเลย เพราะเจ้าที่เจ้าทางจะได้บุญกุศลด้วย การทำอย่างนี้เป็นการให้เกียรติ์เจ้าที่เจ้าทางเป็นที่ที่เขาอยู่มานานแล้ว ต้องให้บุญกุศลแก่เขา

ส่วนถ้าจะบนเรื่อง อื่นๆ เช่น ความสำเร็จต่างๆ ด้านการงาน การเงิน นั้น มักไปนิยมที่สนามหลวง ส่วนมากจะนิยมบนด้วย ผ้าห่มหรือผ้าสไบ พวงมาลัย ใช้แบบดาวเรือง
สถานที่บน - สนามหลวง หรือที่ที่จะขายถ้าสถานที่นั้นมีศาลพระแม่ธรณี
สถานที่บนอีกที่ – คือวัดอัมพวัน จังหวังสิงหบุรี ที่นี่เขาจะถวายพวงมาลัยมะลิ โดยซื้อจากทางวัดดีที่สุด
คาถาบูชาพระแม่ธรณี




สังขาตัง โลกังกะวิทู ตันติพุดติง นะโมพุทธายะ นะมะ พะทะ
คาถาบูชาพระแม่ธรณี พระคงคา พระพาย พระเพลิง
โอม อัคคี คงคานัง วาโย อาโป ธรณี นะมะ พะทะ
ทุติยัมปิ โอม อัคคี คงคานัง วาโย อาโบ ธรณี นะมะ พะทะ
ตะติยัมปิ โอม อัคคี คงคานัง วาโย อาโบ ธรณี นะมะ พะทะ
(คาถาบทหลังนี้นินมใช้ทั่วๆไป)


ที่มาจาก fb นพดล อุ่นตา
               Siriwan Monrit


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Sunday, November 15, 2015

สายตาสั้น เกิดจากสาเหตุใด

   สายตาสั้น เป็นอาการที่เด็กไทยในปัจจุบันนั้นกำลังเผชิญ ทุกวันนี้มีเด็กหลายคนที่มีอาการสายตาสั้นตั้งแต่ยังเด็ก ผู้เขียนเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีอาการสายตาสั้น ซึ่งสร้างความรำคาญใจให้กับตนเองเสมอๆเมื่อมองวัตถุ หรือสิ่งของไม่ชัด และวันนี้เรามีข้อมูลดีๆของอาการสายตาสั้นมาฝากกัน ทั้งเรื่องของ สายตาสั้น เกิดจากสาเหตุใด วิธีสังเกตว่าตนเองสายตาสั้นหรือไม่ และวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการสายตาสั้น





   สายตาสั้น เกิดจากสาเหตุใด เป็นคำถามที่หลายคนนั้นต้องการคำตอบไม่น้อย ซึ่งสายตาสั้นนั้นเกิดจากสาเหตุ 3 สาเหตุด้วยกันดังนี้

1. พันธุกรรม หากสังเกตจะพบว่าคุณพ่อคุณแม่มีคนใดคนหนึ่งสายตาสั้น ลูกสายตาสั้นได้ 25 % หรือสายตาสั้นทั้งคู่นั้น ลูกที่เกิดมาก็จะมีโอกาสที่จะสายตาสั้น 30 – 40 %

2. การใช้สายตาเพ่งมาก ๆ เด็กที่ชอบใช้สายตาเพ่งมองใกล้ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ดูทีวี ฯลฯ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่เสี่ยงทำให้สายตาสั้นได้

3. โรคที่ดวงตา เช่น เด็กทารกที่มีหนังตาตก มีต้อกระจก มีต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือเลือดออกในลูกตาที่เกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ เป็นต้น

   วิธีการสังเกตตนเองว่าเป็นคนสายตาสั้นหรือไม่นั้นสามารถทำได้ไม่ยากเพียงแค่ สังเกตจากบรรพบุรุษ กรรมพันธุ์ ถ้าท่านหรือครอบครัวมีคนสายตาสั้น โอกาสที่บุตรหลานจะสั้นย่อมมี เด็กที่เริ่มสายตาสั้นมักจะมีพฤติกรรมต่างๆ เช่น มองอะไรชอบมองใกล้ๆ ชอบหยีตา หรือ หรี่ตา หรือบางครั้ง อาจตะแคงหรือ เอียงศีรษะเวลามองของไกลๆ ทำอะไรชอบเข้าไปใกล้ๆ เช่น ดูโทรทัศน์เข้าไปยืนชิดจอ เวลาอ่านหนังสือก็ก้มหน้าจนชิดหนังสือ มีอาการปวดศีรษะเป็นประจำ เป็นต้น และที่สำคัญเด็กสายตาสั้นที่ไม่รับการแก้ไข มักจะเป็นกุ้งยิงบ่อยกว่าเด็กสายตาปกติ

   วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการสายตาสั้นนั้นก็สามารถทำได้เนกันเพื่อเป้นการป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาแก้ไขทีหลัง

1. พยายามให้เด็กอ่านหรือมองระยะไกลทุกครั้งที่มีโอกาส

2. ถ้ามีภาวะสายตาสั้นและมองไกลไม่ชัด ควรตัดแว่นให้เด็กใส่ เพื่อใช้มองไกลให้ชัด เจน และควรถอดแว่นตาทุกครั้งที่ใช้สายตาระยะใกล้ ( อ่านหรือเขียนหนังสือ )

3. อย่าให้เด็กหมกมุ่นกับกิจกรรมที่ใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป เช่นการเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์




4. สอนให้เด็กใช้ฝ่ามือ กดลูกตาผ่านบริเวณเปลือกตาที่ปิดสนิท เพื่อส่งแรงดันกดลูกตา ให้สั้นลง และคลายอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อวงแหวน ทำวันละ 1 ครั้ง ๆ ละ 60 วินาที ก่อนนอน และเวลามีอาการสายตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้นานๆ

http://www.banlady.com


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

ลดน้ำหนัก 40 กิโลใน 3 เดือน เป็นสูตรที่ง่ายไม่ต้องอดอาหาร(ไม่ต้องใช้ยา)

  ต้องขอเกรินก่อนะคะ ว่าดิชั้นลดไป 30 กิโลใน 2 เดือน และลดอีก 10 กิโลใน 1 เดือนสุดท้ายคะ (ปล ดิชั้นเป็นเกย์นะคะ อิอิ ตอนนั้นหนัก 108 กิโลกรัม สูง 180 cm คะ)




  สำหรับสูตรก็คือ ให้ซื้อแตงโมตุนไว้เยอะๆๆคะ ซื้อก่อนเข้าทำงานหลายๆถุงเลยคะ แล้วก็เอาไปแช่ช่องแช่แข็ง(เป็นไอติมอร่อยๆๆคะ)หรือตุ็เย็นไว้คะ

มื้อเช้า 


  ก็ให้ทานแตงโมเย็นๆกับน้ำเปล่าเยอะๆๆนี้แหละคะ หิวเมือไรก็คว้าแตงโมเข้าปากคะ ที่ให้ทานแตงโมเพราะว่า แตงโมมีรสหวาน เพราะมีน้ำตาลโมเลกุลเล็กคะ ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว แล้วในการทำงานนั้น สมองต้องการน้ำตาลด้วยคะ (สมองคนเราต้องการน้ำตาลวันละ 120g นะคะ ฉะนั้นการอด crab เลยจะแย่ต่อสมองมากๆๆ รวมถึงในสมองก็มีน้ำอยู่เป็นส่วนประกอบหลัก ฉะนั้นทานน้ำเยอะๆๆคะ แถมการทานน้ำเย็น จะช่วงเพิ่มแมตตาบอริซึม หรือ การเผาพลาญ เพราะร่างกายต้องพยายามรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ที่ 37 องศานะคะ ก็จะนำพวกไขมันส่วนเกินออกมาเผา ให้ร่างกายเกิดความร้อน เพื่อคงอุณหภูมิ นะคะ แถมกินน้ำเยอะ ต้องเดินไปฉี่บ่อย เวลาเดิน ก็ได้ออกกำลังกายด้วยนะคะ 5555 ห้ามอั้นปัสสาวะ นะคะ จะเป็นกระเพราะปัสสาวะ อักเสบได้คะ อันตรายมากๆๆๆ เดินบ่อยหน่อยก็ถือว่าออกกำลังกายนะคะ อิอิอิ)

  ถ้าเบื่อแตงโม ให้ทาน ชมพู่ แทนได้คะ แต่ห้ามทานผลไม้เนื้อแน่นๆเป็นแป้ง พวก มะม่วง ฝรั่ง เพราะมันจะให้พลังงานสูงกว่าคะ เพราะสูตรของดิชั้น คือจะให้กินแตงโมทั้งวันคะ หิวเมื่อไร ก็แตงโมเมื่อนั้น

  จากที่หามา เค้าบอกว่า แตงโม 100g ให้พลังงานแค่ 8 Kcal เองคะ ฉะนั้น กินแตงโม 1 กิโล เพิ่งได้พลังงานแค่ 80 Kcal เอง ไม่อ้วนแน่นอนคะ (ผุ้หญิงใช้พลังงานวันละประมาณ 1500 Kcal) ฉะนั้น ถ้าจะลดความอ้วน ก็ไม่ควรจะกินเกิน 1000 kcal นะคะ น้ำหนักที่หายไป 1 kg เท่ากับ 7700 Kcal นะคะ อันนี้หามาจาก net คะ

  ถ้าคนน้ำหนักเยอะก็จะยิ่ง ใช้พลังงานเยอะขึ้นต่อวันคะ ก็จะทำให้ ช่วงแรกๆๆ ลดลงเร็วมาก แต่หลังๆๆจะลดช้าลง ก็ไม่ต้องเครียดว่าทำไมหลังๆๆไม่ลดนะคะ มันต้องใช้เวลานิดนึง

มื้อกลางวัน 

  มื้อกลางวัน ให้ทาน เกาเหลา ไม่ใส่หอมเจียว นะคะ หรือถ้ามีร้านส้มตำ ก็ ส้มตำเลยคะ ไก่ย่างเลยคะ หรือสเต็กปลา ก็ได้ แต่อย่าทาน คาร์โบไฮเดรตคะ สูตรนี้จะรับ คาร์โบไฮเดรต จาก แตงโม เท่านั้นนะคะ ห้ามทานของทอดด้วยคะ เพราะน้ำมันนี้มันอันตรายมากกกกกกกกกกกกก แล้วก็ห้ามทานหนังสัตว์

บ่ายๆ 

แอบหิวตอนบ่ายกันใช่ไหมคะ เดินไปตู้เย้นเลยค้า แตงโม เจ้าเก่า อิอิอิ

เย็น 

  ตอนเย็นนี้กลับมาบ้านให้กินไข่ต้มคะ2-3ฟอง กินไข่แดงได้คะ ไม่ต้องเอาออกนะคะ เพราะไขมันในไข่แดงเป็นไขมันธรรมชาติ ร่างกายจะนำไปใช้คะ เช่นการสร้างวิตามิน D คะ แถมเคยอ่านเจอว่า ในไข่แดงมีสารลดไขมันในหลอดเลือดด้วยคะ

ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงาน 75 Kcal โดยประมาณคะ
แต่ถ้าไข่ดาว 1 ฟอง ก็ 150 Kcal
ถ้าไข่เจียว 1 ฟองก็ 250 Kcal คะ


เห็นไหมคะ น้ำมันนี้มันน่ากลัวมากคะ

จะทานไข่ต้มกับสลัดก็ได้นะคะ แต่น้ำสลัดขอแบบญี่ปุ่นนะคะ อิอิอิ แล้วก็ไม่ใส่ ขนมปังอบนะคะ

ถ้าตลอดทั้งวันนี้มีตอนไหนหิวๆๆ ก็รีบกินแตงโมนะคะ ก่อนจะเผลอไปกินอย่างอื่น แล้วมานึกได้ที่หลัง

 ห้ามกินกาแฟคะ เพราะให้พลังงานสูงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จากพวก นม น้ำตาล นมค้นหวาน ครีม ไรพวกนนี้อะคะ เห็นเค้าว่า เท่ากับข้าว 2 มื้อเลยคะ




 เครื่องดื่มตลอดการลดน้ำหนักต้องเป็นน้ำเปล่า หรือ pepsi max นะคะ

  ควรมีช่วง promotion ให้ตัวเองด้วยคะ เช่น ลดครบ 10 กิโลกรัม รับไปเลย บูลเบอรี่ชีสเค้ก 1 ชิ้น อะไรแบบนี้ ไม่งั้น ตายแน่คะ มันต้องมีพักกันบ้าง เช่น 7 วัน พัก 1 มื้อ กินอะไรก็ได้ตามใจเรา อะไรแบบนี้อะคะ สู้ๆๆนะคะ อิอิอิ

ที่มา จากคุณ : sukritudom สมาชิกเว็บไซต์ pantip.com 
               http://www.khaoza.net


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Saturday, November 14, 2015

สุดยอด!!เผยความลับประโยชน์ของการดื่ม เบียร์ ที่คุณจะไม่อยากเชื่อ

สาวกผู้ชื่นชอบการดื่มเบียร์มีเฮแน่นอน! หลายคนคงมีความเชื่อเดิมๆอยู่ว่าการดื่มเบียร์บ่อยอาจส่งผลทำให้เสียสุขภาพได้ เลิกความคิดนั้นได้แล้วจ้ะ เพราะล่าสุดมีผลการวิจัยออกมายืนยันแล้วว่า การดื่มเบียร์จะช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวกว่าคนที่ไม่ดื่มเลย เป็นไปได้อย่างไรนั้น ลองอ่านกันดูเลยจ้า!!!


1. ดื่มเบียร์จะทำให้อายุยืน นักวิจัยของทางเวอร์จิเนียเทค (Virginia Tech) ได้ค้นพบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์ 19% มีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่เคยดื่มเบียร์เลย




2 .ดื่มเบียร์จะทำให้เราผอมลง การดื่มเบียร์ที่พลังงานสูงจะทำให้เราผอมลงจริงๆ จากหนังสือ The Diet Myth ของ ศจ. Tim Spector จากมหาวิทยาลัย King』s College จาก London ได้เผยว่า การดื่มเบียร์ไม่ได้ทำให้อ้วน เพราะเบียร์บางประเภทมันจะส่งผลดีต่อแบคทีเรียในลำไส้ของคุณซึ่งสามารถช่วยให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพกว่าเดิมได้

3. ดื่มเบียร์จะช่วยสู้มะเร็ง ส่วนผสมในเบียร์อย่าง Xanthohumol ที่มักพบในฮอปที่เป็นส่วนผสมของเบียร์จะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้

4. ดื่มเบียร์จะทำให้เราฉลาดขึ้น จากการศึกษาในวารสารการแพทย์ของทาง New England ได้พบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์ทุกๆ วันจะไม่ค่อยพบกับปัญหาเรื่องจิตปัญญาลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น

5. เบียร์ไม่ทำให้ลงพุง การศึกษาของทาง UCL ได้พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์นั้นจะมีแนวโน้มที่มีรูปร่างสมส่วนมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ

6. เบียร์จะช่วยในการยับยั้งการเกิดนิ่วในไต ตามการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางคลินิกของสังคมอเมริกันของโรคไต ได้เผยว่าผู้ที่ดื่มเบียร์เป็นประจำทุกวันร้อยละ 41% จะมีโอกาสน้อยที่จะเป็นนิ่วในไต

7. เบียร์มีแคลอรี่น้อยกว่าที่คิด ทางกินเนสส์ได้เปิดเผยข้อมูลถึงค่าเฉลี่ยเท็จจริงที่ว่าเบียร์ดำนั้นถ้าวัดกันจริงๆ แล้วมีค่าแคลอรี่ที่ต่ำกว่านมไขมันต่ำหรือน้ำผลไม้อย่างน้ำส้มอีกด้วย

8. เบียร์ที่ทำจากฮอปช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม ถึงแม้เบียร์จะไม่ช่วยในการจำว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ตาม 55555+ แต่ว่ามันช่วยในการป้องกันโรคความจำเสื่อมจริงๆ โดยจากการศึกษาได้พบว่าสาร Xanthohumol ที่อยู่ในฮอปจะช่วยในการปกป้องสมองจากการเป็นโรคความจำเสื่อมหรือพาร์กินสัน


9 .เบียร์นั้นอุดมไปด้วยวิตามิน ดร. Stephan Domenig ผู้อำนวยการแพทย์ Mayr Health Centre ประเทศ Austria ได้เผยว่า ถ้าเราวิเคราะห์ส่วนประกอบของเบียร์แล้ว คุณจะประหลาดใจว่าสารอาหารในเบียร์นั้นมีค่ามากกว่าน้ำผลไม้ปั่นซะอีก




10. เบียร์ทำให้กระดูกเราแข็งแรง การดื่มเบียร์ 1-2 แก้วต่อวันจะทำให้กระดูกของผู้ดื่มแข็งแรงขึ้น เพราะเบียร์อุดมไปด้วยซิลิกอนอาหารสำคัญในการสร้างความหนาแน่นของกระดูก โดยข้อมูลนี้ถูกเผยโดยการศึกษาในวารสารวิทยาศาสตร์ของอาหารและการเกษตร


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

ทำนายนิ้วก้อยกับความรัก





1. นิ้วก้อยพอดีกับข้อบนของนิ้วนาง
  ทักษะการพูดจาของคุณง่ายๆไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ถ้ามีโอกาสอยู่กันสองต่อสองก็แค่แสดงส่วนดีของตัวเองออกมา อย่าคิดเยอะ! ให้แสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา โดยใช้โอกาสพิเศษอย่างวันวาเลนไทน์หรือวันเกิด ลองทำด้วยความมั่นใจและโปรยยิ้มเข้าไว้!

2. นิ้วก้อยเลยช่วงข้อบนของนิ้วนาง
  คุณช่างมีไหวพริบดีและพูดจาคล่องแคล่ว สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ลองทักทายเขาก่อน แล้วพูดชื่นชมแต่ด้านดีของเขา และสร้างบรรยากาศสบายๆกลมกลืนระหว่างคุณสองคน

3. นิ้วก้อยไม่ถึงช่วงข้อบนของนิ้วนาง
  แม้ว่าคุณจะชอบเขามากแต่คุณก็ไม่กล้าแสดงความรู้สึกออกมา ถ้าเขาแสดงปฏิกิริยาที่แตกต่างไปจากที่คุณคิด คุณจะรู้สึกผิดหวังและล้มเลิกอย่างง่ายดาย และถ้าคุณยังไม่รู้จักเขาดีพอแล้วดันไปสารภาพความรู้สึกให้รู้ ส่วนใหญ่มักได้ความผิดหวังกลับมา ทางที่ดีที่สุดหาใครสักคนที่เป็นสื่อกลางอาจเป็นเพื่อนของคุณก็ได้ นั่นจะทำให้โอกาสสำเร็จเพิ่มมากขึ้นเลยทีเดียว




ที่มา: khaobox

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Friday, November 13, 2015

ตำรับสมุนไพรทะลวงหลอดเลือด สูตรลับสุดยอด ให้คนที่คุณรักลองดู


   ทะลวงหลอดเลือดด้วยภูมิปัญญาโบราณ เพียง 2 นาที เป็นของขวัญอันล้ำค่าแก่พ่อแม่และเพื่อนๆ ของคุณ




ชายชาวลอนดอนคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อเขาไปประชุมที่ปากีสถาน เกิดมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างเฉียบพลัน แพทย์ตรวจพบว่าเส้นเลือดหัวใจของเขา 3 เส้นอุดตันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องผ่าตัดทำบายพาส. กำหนดการผ่าตัดคืออีก 1 เดือน ในช่วงระหว่างนั้นเขาไปพบหมอบำบัดมุสลิมโบราณ หมอบำบัดให้เขาทำยาทานเองที่บ้าน เมื่อทานครบ 1 เดือน ก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลเดียวกันก่อนผ่าตัด พบว่าเส้นเลือดทั้ง 3 เส้นใสสะอาด ที่เคยอุดตันก็ถูกทะลวงออกหมด เพื่อช่วยให้คนอื่นได้รับประโยชน์ เขาได้บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองบนอินเทอร์เน็ต รวมทั้งโชว์ภาพถ่ายเส้นเลือดของเขาก่อนและหลัง เพื่อให้แสดงความแตกต่างก่อนและหลังทานยา

วัตถุดิบที่ใช้ ...

- 1 น้ำมะนาว 1 ถ้วย

- 1 น้ำขิง 1 ถ้วย

- 1 น้ำคั้นกระเทียม 1 ถ้วย

- 1 น้ำส้มสายชูแอปเปิล 1 ถ้วย

วิธีเตรียม..

1.ลอกเปลือกกระเทียมและขิง หั่นขิงเป็นชิ้นบางๆ นำทั้งสองอย่างใส่เครื่องปั่นเครื่องคั้นน้ำผลไม้ ปั่นละเอียดแล้วเทลงบนผ้ากรอง เพื่อบีบน้ำคั้นออกมา

2.นำน้ำคั้นกระเทียมและขิงลงไปในหม้อ เติมน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชูแอปเปิลลงไป ต้มจนเดือด แล้วค่อยๆเคี่ยวไปโดยไม่ต้องปิดฝาหม้อ เพื่อให้น้ำระเหยออก ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้ยาที่เคี่ยวแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณเริ่มต้น

3. ตั้งทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลง ก็ให้เติมน้ำผึ้งลงไปผสมเพื่อให้ทานได้ง่าย (ใส่มากเท่าที่รสชาดพอจะทานได้)

4.ใส่น้ำสมุนไพรนี้ในขวดแก้ว แช่ในตู้เย็นเก็บไว้

วิธีรับประทาน :

ทาน 1 ช้อนโต๊ะก่อนอาหารเช้าทุกวัน สามารถขจัดโรคหัวใจและหลอดเลือดให้หายขาดได้ คนทั่วไปยังสามารถใช้เป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง รวมทั้งป้องกันโรคหวัดและโรคภัยอื่นๆ ได้อีกด้วย

เมื่อทานได้ 1 เดือน ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล คุณจะพบหลอดเลือดสะอาด เส้นที่มีการอุดกั้นถูกทะลวงไปแล้ว




    สูตรลับนี้จะต้องบันทึกเก็บไว้นะครับ...! และต้องเผยแพร่ส่งต่อให้คนที่ท่านรักและปรารถนาดี! ****

หมายเหตุ น้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิ้ล มีจำหน่ายตามห้างต่างๆ เช่น ท๊อป แมคโคร

http://www.khaoza.net
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ตำนานสมุนไพรและสาระแห่งสุขภาพ 


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Thursday, November 12, 2015

วิธีนวดฝ่าเท้า เลิกบุหรี่และลดไมเกรน ได้เป็นอัศจรรย์!


หมอนวดเท้าแนะวิธีนวดกดจุดสำหรับคนอยากเลิกสูบบุหรี่ เผยเป็นศาสตร์ปรับสมดุลในร่างกาย ทำได้เองที่บ้าน นวดเพียง 5 ครั้งเริ่มเห็นผล กลับมาสูบอีกรู้สึกขม-เหม็นบุหรี่ เตรียมร่วมมือ รพ.รามาฯ เปิดให้บริการ




นายธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์ หมอนวดเท้า และประธานชมรมพัฒนาสุขภาพชุมชนเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เปิดเผยว่า นวดเท้ากดจุดสามารถเลิกบุหรี่ได้โดยใช้ศาสตร์การนวดกดจุดสะท้อนเท้าที่เป็นศาสตร์ของจีน หรือที่เรียกอีกชื่อว่า แพทย์ทางเลือกช่วยเลิกบุหรี่ ที่สามารถทำเองได้ภายในครอบครัว การนวดจุดที่เท้าจะทำให้กระตุ้นการทำงานของจมูก ลำคอ ปอดและการรับรู้กลิ่น การนวดในตำแหน่งต่างๆ ที่เท้าจึงสามารถวินิจฉัยได้ว่า ส่วนใดของร่างกายเกิดความไม่สมดุล และจะไปปรับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน่าอัศจรรย์

นายธนัทกล่าวว่า การนำศาสตร์นี้มาประยุกต์ใช้กับผู้ต้องการเลิกบุหรี่นั้นเริ่มพิจารณาจากที่เราเห็นว่า สารนิโคติน เป็นสารหลักที่จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งสารเคมีออกมา เมื่อหลั่ง

สารเคมีออกมาแล้วจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่บ่อยๆ จะเห็นว่ามีความต้องการเพิ่มปริมาณสารนิโคตินมากขึ้นเรื่อยๆ พิษของบุหรี่จะเข้าไปทำลายอวัยวะต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า การนวดช่วยกระตุ้นให้อวัยวะแข็งแรง เช่น ระบบการหายใจ ระบบการรับรู้กลิ่น เมื่อคนติดบุหรี่ได้รับการนวดประมาณ 5 ครั้ง เมื่อกลับมาสูบอีกครั้งจะมีรสชาติขมและสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่

“เมื่อสูบบุหรี่แล้วมีรสขม ก็จะทำให้คนที่มีใจอยากเลิกบุหรี่ก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน นอกจากจะทำให้เลิกบุหรี่ได้แล้วยังช่วยลดอาการเครียด นอนไม่หลับ ไมเกรน หรือผู้หญิงมีบุตรยากเพราะมีปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ การนวดกดจุดสะท้อนเท้าจะไปกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ที่สัมพันธ์กับร่างกายกลับมาทำงานได้ดี”

ประธานชมรมพัฒนาสุขภาพชุมชนฯ ระบุว่า จุดที่ควรนวดเลิกบุหรี่คือ


      1.ด้านบนนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้
      2.อยู่ที่ปลายเท้าของทุกนิ้ว
      3.โคนด้านในของนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้
      4.ในสี่เหลี่ยมด้านนอกทั้งบนและล่างของนิ้วโป้ง
      5.ด้านข้างด้านในของนิ้วโป้งที่ติดกับนิ้วชี้
      6.ด้านข้างด้านนอกของนิ้วโป้ง
      7.บริเวณข้องอหรือข้อพับของนิ้วโป้ง
      8.บริเวณเนินเนื้อใต้นิ้วทั้ง 4 นิ้ว
      9.ระหว่างร่องนิ้วโป้งและร่องนิ้วชี้
      10.ระหว่างร่องนิ้วโป้ง และร่องนิ้วชี้จะอยู่บริเวณโคนนิ้วโป้ง

 นอกจากการนวดกดจุดไม่ใช่เพียงเพื่อช่วยเลิกบุหรี่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการฟื้นฟูสร้างเสริมสุขภาพหลังจากที่เลิกบุหรี่แล้วอีกด้วย




“จากการทดลองให้ผู้ติดบุหรี่ที่ยังไม่ต้องการเลิกบุหรี่กดจุดสะท้อนเท้า พบว่าเมื่อนวดเท้าไป 15 ครั้งทำให้ความอยากบุหรี่ลดน้อยลง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในการทดลองจะไม่บอกว่านี่คือวิธีการนวดเลิกบุหรี่ แต่เมื่อการนวดผ่านไปให้กลุ่มผู้ทดลองกรอกแบบสอบถาม ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่าอาการอยากสูบบุหรี่ลดลง ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการนวดเลิกบุหรี่จำนวน 11 คน และมี 7 คนที่นวดกดจุดเพียง 10 ครั้ง ก็สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เด็ดขาด” นายธนัทกล่าว และว่า เปิดให้บริการ ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล ในเร็วๆ นี้จะร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ในการจัดโครงการนวดเลิกบุหรี่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแพทย์ทางเลือกสำหรับผู้ต้องการเลิกบุหรี่.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.thaipost.net 


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Wednesday, November 11, 2015

วิธีล้างท้อง เตรียมตัวให้พร้อมก่อนกินเจ


 เทศกาลกินเจปีนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ก่อนเข้าสู่เทศกาลกินเจอย่างจริงจัง เรามีวิธีล้างท้องและการเตรียมพร้อมก่อนกินเจ เพื่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างแท้จริงมาฝาก




          เทศกาลกินเจปกติแล้วจะถือศีลกินเจกัน 9 วัน แต่เมื่อรวมวันล้างท้องเข้าไปด้วย 1 วัน การกินเจจะเป็น 10 วันโดยสมบูรณ์ ซึ่งการล้างท้องก่อนกินเจที่ว่านี้หลายคนอาจยังรู้ไม่ชัดว่าควรต้องล้างท้องก่อนกินเจยังไงบ้าง วันนี้เราจึงอาสานำวิธีล้างท้อง พร้อมทั้งการเตรียมตัวก่อนกินเจมาบอกต่อ

วิธีล้างท้อง ก่อนกินเจ

          การล้างท้องก่อนกินเจ คือ การกินเจก่อนถึงวันเทศกาลเจจริงประมาณ 1-2 วัน โดยส่วนมากจะนิยมล้างท้องโดยงดเว้นเนื้อสัตว์ ผัก และอาหารต้องห้ามทุกชนิดก่อนกินเจจริง ๆ 1 วัน เพื่อชะล้างเนื้อสัตว์ หรืออาหารคาวต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายออกให้หมดสิ้น เมื่อถึงวันถือศีลกินเจ ร่างกายจะได้สะอาด พร้อมถือศีลกินเจตามประเพณี

          หรือหากยังไม่สามารถละเว้นเนื้อสัตว์ได้ในทันที อาจปรับทีละน้อย โดยเปลี่ยนจากการทานเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว มาทานเป็นเนื้อปลา และเน้นทานโปรตีนจำพวกถั่วต่าง ๆ พร้อมกับเพิ่มผักผลไม้ลงไปในมื้ออาหาร เพื่อให้ระบบย่อยอาหารเริ่มปรับตัวก็ได้เช่นกัน

วิธีล้างท้อง เตรียมตัวให้พร้อมก่อนกินเจ

เตรียมตัวก่อนกินเจ

          การกินเจไม่ได้มุ่งไปที่การงดเว้นเนื้อสัตว์และอาหารกลิ่นฉุนเท่านั้น ทว่ายังมีหลักการถือศีลเจให้ยึดถืออยู่ 3 ข้อใหญ่ ๆ อันได้แก่

          1. การกินเจที่ปาก คือ ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่พูดคำหยาบ ไม่โอ้อวด ไม่พูดจาส่อเสียดใคร

          2. การกินเจที่กาย คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ก่อกรรมทำชั่ว ไม่ปฏิบัติตนผิดไปจากหลักศีลธรรมอันดี

         3. การกินเจที่ใจ คือ ไม่คิดร้ายให้ใคร ไม่คิดเพ้อเจ้อไร้สาระ มีสติสัมปะชัญญะอยู่กับตัว

          ดังนั้นก่อนวันกินเจ 1 วัน ก็ควรนำหลักการถือศีลทั้งหมดนี้ไปปฎิบัติให้ขึ้นใจด้วยนะคะ ซึ่งนอกจากการงดเว้นเนื้อสัตว์และการถือศีลแล้ว การเตรียมตัวก่อนกินเจยังจะมีการทำความสะอาดศาลเจ้า ทำความสะอาดจานชามให้หมดจด (ล้างคราบคาวจากเนื้อสัตว์) ซึ่งหากเคร่งมาก ๆ อาจใช้จานชามชุดใหม่สำหรับกินเจโดยเฉพาะ และควรต้องล้างหรือจัดตู้เย็นใหม่ โดยอาจจะเคลียร์อาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารต้องห้ามในช่วงกินเจออกไป หรืออย่างน้อย ๆ ก็ควรแยกมาไว้ที่ชั้นล่าง ๆ ของตู้เย็น เพื่อเคลียร์พื้นที่ด้านบนไว้สำหรับเก็บอาหารเจเท่านั้น




          ก่อนถึงเทศกาลกินเจ ก็อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม และเตรียมใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพื่อให้ซึมซับบุญและทานจากการกินเจได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยนะคะ

http://health.kapook.com/view131411.html


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี