Wednesday, September 30, 2015

แก้ปวดเมื่อยล้า ด้วยมะละกอตัวผู้

เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมทำงานในท่าเดิมซ้ำๆ ต่อเนื่องทุกวัน ไม่ว่าจะใช้ในการงานหนักหรือนั่งทำงานออฟฟิศแบบชิวๆ ก็ย่อมเกิดอาการปวดเมื่อยล้าตามกล้ามเนื้อมัดที่มีการเกร็งจากการใช้




งานหนัก ซึ่งเป็นที่มาของอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัว จำต้องวิ่งหาหมอนวด จนถึงทานหยูกยาที่ช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ-ลดอาการอักเสบกันไปตามสมควร เมื่อกล่าวถึงยาช่วยให้หายจากอาการปวดเมื่อยก็มีอยู่หลายตำหรับหลายสูตรด้วยกันไม่ว่าจะเป็นยาสามัญที่หาได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือ ยาสมุนไพรต่างๆ
สูตรดอกมะละกอตัวผู้ แก้อาการปวดเมื่อย
1. ดอกมะละกอตัวผู้ จำนวน 1 กิโลกรัม


2. เหล้าขาว จำนวน 1 ขวดใหญ่


3. น้ำผึ้งแท้


4. ขวดโหลสำหรับการดอกยา 1 ใบ พร้อมผาปิด
วิธีการทำ
ล้างดอกมะละกอตัวผู้ให้สะอาดแล้วผึ่งในที่ร่มให้แห้ง จากนั้นนำใส่ในขวดโหลแก้ว แล้วเทเหล้าขาวตามลงไป คนให้ดอกมะละกอกระจายหรือจมในน้ำเหล้า แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 15 วัน
วิธีการทาน
ตักน้ำดองขึ้นมาดื่มเมื่อมีอาการครั้งละ 1 แก้วเป้ก โดยก่อนทานให้ผสมน้ำผึ้งตามชอบลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ หรือ เจือกลิ่นเหล้า ปริมาณตามชอบใจ
หมายเหตุ :




1. สูตรสมุนไพดังกล่าวอาจมีผลข้างเคียง ก่อนใช้ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด
2. การใช้สมุนไพรตามสูตรดังกล่าวอาจได้ผลดีในแต่ละบุคคล

ที่มา:พ่อดอกมะลิ กับสูตรสมุนไพร


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

กระชาย ‪#‎สมุนไพรลดอาการปวดหลัง‬ ชามือ ชาเท้า ชาแขน ชาขา ซึ่งเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท





ช่วยรักษาโรคกระดูกเสื่อม หายได้ภายใน1 เดือน
ถ้าดื่มอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเรารู้สึกว่าหายดีแล้ว ค่อยพักไม่ต้องดื่มต่อเว้นระยะ ก่อน หรือเมือ่รู้สึกว่ามีอาการขึ้นมาอีกค่อยมาผสม สูตรดื่มอีกครั้ง




ส่วนผสม 1. กระชาย 1ขีด
2. น้ำผึ้ง. 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำมะนาว 2 ลูก
วิธีทำ ง่ายๆดังนี้


1. นำกระชายมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อจะได้ปั่นง่ายยิ่งขึ้นแล้วจัดการปั่นให้ละเอียด หรือถ้าไม่มีเครื่องปั่น ก็ตำกับโครกหินก็ได้ ในกรณีที่ใช้เครื่องปั่น ให้ปั่นพร้อมกับน้ำ 2แก้ว (ถ้าตำด้วยโครก ตำให้ละเอียดก่อน แล้วค่อยเติมน้ำลงไป2แก้ว) แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง, หรือกระชอน จนได้น้ำหัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ ไม่เอากาก (เอาไปทำปุ๋ย แฮแฮ เดี๋ยวถามอีกเอากากไปทำอะไร)


2. พอได้น้ำหัวเชื้อแล้ว จัดการใส่น้ำผึ้ง น้ำมะนาวที่เตรียมไว้ ผสมลงไป
วิธีดื่ม ให้ดื่มครั้งละ 1ถ้วยกาแฟ (หรือ1แก้วไวน์ แฮแฮ แอดมิน ชอบดื่มไวน์) 2เวลา
เช้าดื่มก่อนอาหาร 15-20นาที เย็นดื่อมก่อนอาหาร 15-20นาที (หรือจะเป็นก่อนนอนก็ได้ ส่วน แอดมิน) ส่วนที่เหลือเก็บไว้ในตู้เย็น หลังจากนั้นถ้าดื่มหมดเราก็ผสมใหม่ ‪#‎ลองทำดูนะคะ‬ ได้ผลอย่างไรคอมเมนต์บอกด้วยหรือแชร์ต่อ ก็ดี
ขอบคุณนะคะ




5 วิธี แก้ปัญหาข้าวบูดเร็ว


หม้อหุงข้าวไฟฟ้าโดยปรกติ จะทิ้งข้าวไว้ได้นานเป็นวันสองวัน ข้าวก็ยังไม่บูด แต่หากเราเคยทำข้าวบูดคาหม้อครั้งหนึ่งแล้ว ต่อให้ล้างสะอาดอย่างไร หากนำหม้อใบนั้นมาหุงข้าวอีกครั้ง ข้าวจะบูดเร็วมาก บางทีหุงข้าวตอนเช้า อากาศร้อนๆ แค่ยังไม่ทันเที่ยง ข้าวก็มีกลิ่นบูดกินไม่ได้แล้ว




ทั้งนี้เป็นเพราะหม้อหุงข้าวที่เคยมีข้าวบูดคาหม้อ ยังมีเชื้อรา สปอร์รา ติดค้างอยู่ ซึ่งล้างไม่ออก วิธีกำจัดเชื้อรา สปอร์รา ที่ตกค้างในหม้อหุงข้าวมีหลายวิธีค่ะ ใครสะดวกวิธีไหน ก็นำไปทดลองใช้ดูนะคะ วิธีที่ผู้เขียนใช้ประจำและได้ผลจริงๆ ยืนยันได้เลย คือ วิธีที่ 1 กับ 2 ค่ะ ทำบ่อย เพราะออกไปทำงาน มีเหตุให้ต้องกินข้าวนอกบ้าน กลับมาก็อาบน้ำนอน ทำให้ผู้เขียนเผลอปล่อยข้าวที่หุงไว้บูดคาหม้อบ่อยค่ะ

ทุกวิธีให้ให้ทำความสะอาดหม้อหุงข้าวด้วยน้ำยาล้างจานกับน้ำสะอาด ตามวิธีปกติก่อน 1 ครั้ง

วิธีที่ 1 นำหม้อข้าวที่ล้างสะอาด ใส่น้ำเปล่า 1/3 หรือ ¼ ของหม้อ แล้วเติมน้ำส้มสายชูลงไป 2 ช้อนโต๊ะ นำไปวางในหม้อเหมือนจะหุงข้าว กด Cook รอให้น้ำเดือดพล่าน แล้วนำหม้อออกมาล้างให้สะอาด นำไปหุงข้าวได้ทันที

วิธีที่ 2 วิธีนี้ใช้เมื่อมีเวลามากๆ นำหม้อข้าวที่ล้างสะอาดไปคว่ำผึ่งแดดแรงๆ ไว้ 1 แดด (ตั้งแต่เช้าที่แดดเริ่มแรงจนบ่ายแดดตก) หลังจากนั้นนำหม้อข้าวมาล้างให้สะอาดอีกครั้ง หุงข้าวได้ ข้าวจะไม่บูดง่ายเช่นกัน

วิธีที่ 3 หุงข้าวพร้อมใส่น้ำส้มสายชูลงไป 1 ช้อนชา แล้วกดหุงตามปกติ ที่เคยทดลองหุงข้าว 2 ถ้วย รสชาติก็ไม่มีอะไรแปลกไป ไม่มีรสเปรี้ยว ข้าวจะอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 4-5 วัน โดยที่ไม่มีกลิ่น ไม่แฉะ ไม่บูด

วิธีที่ 4 ใส่เกลือแกง หรือเกลือป่น ลงในหม้อทาเกลือให้ทั่วหม้อแล้วทิ้งไว้ประมาณ1-2 ชั่วโมง แล้วนำหม้อมาล้างให้สะอาด นำไปหุงข้าวเหมือนเดิม ครั้งต่อไป จะล้างหม้อใส่เกลือผสมกับน้ำล้างตามปกติ ประมาณ 2-3 ครั้ง หม้อที่บูดก็จะหายบูด

วิธีที่ 5 เติมน้ำเปล่าลงในหม้อหุงข้าวประมาณ 2 ถ้วยตวง และกดปุ่ม Cook เป็นระยะเวลานาน 15 นาที (สำหรับหม้อหุงข้าวขนาดครัวเรือน) จะสามารถช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ตกค้างอยู่ได้ และช่วยแก้ปัญหาข้าวบูดเสียง่ายกว่าปกติ

วิธีป้องกันข้าวบูดคาหม้อ
หากหุงข้าวไว้กินไม่หมด ให้ตักข้าวใส่กล่องเก็บไว้ในตู้เย็น ล้างหม้อข้าวให้สะอาดจะได้ไม่รอให้ข้าวบูดคาหม้อ จะกินข้าวอีกครั้งก็แบ่งมาอุ่นกิน วิธีนี้ก็ดีนะคะ สะดวกวิธีไหนก็ทำตามนั้นเลยนะคะ




ชีวอโรคยา แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อความพอเพียง เพื่อสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานไปต่อยอดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง ไม่ตอบคำถามเพิ่มเติม ไม่รับปรึกษาปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ประจำหน้าเพจ
เขียนโดย ชีวอโรคยา วิธีที่ 1-2 จากประสบการณ์ / วิธีที่ 3-5 อ้างอิงข้อมูลจาก FB ธรรมกับดอกไม้
ภาพโดย ชีวอโรคยา สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ 2558

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสาร การดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา

ที่มา:ชีวอโรคยา

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Sunday, September 27, 2015

ลดอาการปวดหลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูก กดทับ หายได้ใน 3 อาทิตย์

วิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม ด้วยภูมิปัญญาไทย
แชร์ได้เลยก่อนแชร์กดไลน์ด้วยนะ ที่บอกไม่ใช่อะไรนะคืออยากรู้ว่า ใครติดตามบ้างจะลบออกถูกคนเพราะมีรอเข้าเยอะแต่เต็มแล้ว
ลิงก์ผู้สนับสนุน ช่วยกดไลน์ให้กำลังใจกัน




โรคกระดูกเสื่อมเกิดจากการเสื่อมสมรรถภาพของกระดูกในร่างกายของเรา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทาน จากการเคลื่อนไหวมากเกินไป มักจะเกิดในวัยกลางคน วัยสูงอายุ สังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเคลื่อนไหวจะมีเสียงกร๊อบแกร๊บ กร๊อบแกร๊บ บางทีก็จะปวดตตรงข้อกระดูก รู้สึกขัดๆปวดๆ เคลื่อนไหวลำบาก นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ นั่งพับเพียบก็จะลุกขึ้นยาก การรักษาโรคกระดูกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่คนมักจะพึ่งยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียมแคปซูล แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ ขอแนะนำเป็นพิเศษ อาจทำให้เราหายขาด หรือบรรเทาอาการโรคกระดูกเสื่อมได้ คือทานแบบภูมิปัญญาไทย ด้วย น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง

น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง เป็นสูตรธรรมชาติบำบัด ที่จะสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ขึ้นมา แล้วไปเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมอยู่ให้แน่นเหมือนเดิม


ส่วนผสม “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม
ชุดละวัน เช้า เย็น แบ่งเอา


– กระชาย 1 ขีด
– น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
– มะนาว 2 ลูก

วิธีทำ “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม

1. นำกระชายล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำ โดยใช้ครกหินอ่างศิลา หรือ ปั่นโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว

2. นำกระชายที่ตำหรือปั่น มากรองผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ

3. ใส่น้ำผึ้ง และ มะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบ
แนะนำให้ใช้วิธีการตำโดยใช้ครกหินอ่างศิลา จะช่วยในการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ

‪#‎เรื่องจริงจากผู้ป่วยโรคกระดูกเสื่อม‬
“หมอเพชร’ หรือ ดร. กฤษณา รัตนชาลี ศัลยแพทย์ด้านหัวใจ วัย 60 ต้นๆ เรียน จบแพทย์จากอังกฤษ และทำงานประจำอยู่ที่ต่างประเทศ เพิ่งบินกลับมาปฏิบัติธรรม ที่วัดเขาฯ เป็นครั้งแรก เล่าให้ฟังถึงเพื่อนหมอ ซึ่งไปตรวจที่ รพ.ศิริราช พบว่า เป็นโรคกระดูกเสื่อมเฉียบพลัน รพ.ให้ยามากินมากมาย หมอเพชรบอกเพื่อน เอายาทิ้งไปและลองกินน้ำกระชาย ซึ่งตามสูตรธรรมชาติบำบัดเป๊ะยิ่งกว่า ท่าน อ.สุทธิวัสส์ ซะอีก คือ ห้ามเพื่อนใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า ให้ใช้ครกหินอ่างศิลาตำๆ พอกระชายแหลก ก็เอามากรองด้วย

“กระชอนไม้” ปูรองด้วยผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ มาผสมกับ น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว กินอยู่ประมาณ ๑ เดือน ไปตรวจใหม่ หมอที่ศิริราชตกก๊ะใจ สงสัยว่าไปทำอะไรมา มวลกระดูกถึงแน่นปึ้กขนาดนี้!!!!! คนไข้ก็ไม่กล้าบอก หมอถามต่ออีกว่าแล้วยาที่ให้ไปกินหมดรึยัง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อนหมอเพชรคนนี้ก็กินน้ำกระชายเป็นเครื่องดื่มประจำตัว ประจำบ้าน แล้วไม่เคยป่วยด้วยโรคกระดูกเสื่อมอีกเลย
เห็นไหมละการนำเสนอข้อมูลดีวิธีดูแลสุขภาพให้ทุกคนได้อ่าน ได้ใช้ประโยชน์จริง รับรองว่าครั้งหน้าจะคัดสรร สรรหาแต่สิ่งดีๆเพื่อชาว เลยจ้า อย่าลืมนำวิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม ด้วยภูมิปัญญาไทย ไปใช้กันด้วย
ลดอาการปวดหลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูก กดทับ หายได้ใน 3 อาทิตย์

ที่มา:พี่บ่าว ภูเก็ต



กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Thursday, September 24, 2015

คุณค่าของแตงโมทางด้านสมุนไพร


ใบแตงโม
เป็นสมุนไพรที่นำมาต้มกับน้ำ หรือตากแดดให้แห้งบดเป็นผงละเอียด เวลาใช้ผสมกับน้ำร้อน ดื่มเพื่อแก้ไข้หวัด แก้อาการเจ็บคอ แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ





เถาและรากแตงโม
เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่นำมาต้มกับน้ำ มีสรรพคุณเป็นยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ใช้ดื่มเพื่อแก้อาการท้องเสีย แก้ท้องเดิน แก้อาการตกเลือด
   เนื้อผลแตงโม


กินเป็นผลไม้สดหรือคั้นเป็นน้ำผลไม้ ใช้ดื่มมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรที่เรียกกันว่ายาเย็น ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ดื่มแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น แก้อาการร้อนใน รักษาแผลในช่องปาก และในทางเดินอาหาร
   เปลือกแตงโม


เป็นสมุนไพรไทยๆ ที่ขูดเอาแต่เนื้อส่วนที่เป็นสีขาวต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเพื่อแก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน รักษาแผลในช่องปาก และในทางเดินอาหาร
   เมล็ดแตงโม


เป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่นำไปอบให้แห้ง หรือตากแดดให้แห้งบดเป็นผง ผสมกับน้ำอุ่น ดื่มเพื่อรักษาอาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ ช่วยบำรุงเลือด และบำรุงหัวใจ
ทำยาแก้ท้องเสียจากเปลือกแตงโม
สารอาหารหรือเอนไซม์ต่างๆ ในแตงโมส่วนมากจะถูกสะสมอยู่ในส่วนที่เป็นเนื้อสีขาว บริเวณที่ติดกับเปลือกส่วนที่เป็นสีเขียว เนื้อส่วนนี้มีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคต่างๆ ได้หลายชนิด โดยเฉพาะสรรพคุณที่เป็นยาแก้ท้องเสียและท้องเดินได้อย่างดี




วิธีทำง่ายๆ โดยการขูดเอาแต่เฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อสีขาวของแตงโมแล้วยีละเอียดให้เละจนเป็นน้ำ ผสมกับน้ำร้อน เติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ ดื่มเพื่อแก้อาการท้องเสีย และท้องเดินควรจะกินควบคู่ไปกับส่วนที่เป็นเนื้อสีแดง เพื่อชดเชยปริมาณน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปตอนท้องเดินด้วย

ที่มา : นพดล อุ่นตา

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

สมุนไพรไทยสามัญประจำบ้าน



ว่านหางจระเข้ : เป็นพืชสมุนไพรไทยที่หาได้ง่ายเพราะเค้าเป็นพืชที่สามารถขึ้นได้กับทุกสภาพอากาศ และเมื่อมองถึงสรรพคุณทางการดูแลสุขภาพคนเราแล้วยิ่งน่าจะปล่อยให้ขึ้นและบำรุงรักษาเอาใจใส่ให้เป็นอย่างดี เพราะสมุนไพรอย่างว่านหางจระเข้นั้นเค้ามีคุณสมบัติในการรักษาแผลได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นแผลสด, แผลไฟไหม้, แผลน้ำร้อนลวกและแผลเรื้อรัง อันว่าแผลต่างๆ ที่กล่าวมานั้น เราๆ ท่านๆ ก็อาจจะเคยได้ยินชินหูกันมามากอยู่แล้ว แต่ทว่าว่านห้างจระเข้นั้นยังสามารถรักษาแผลภายในอย่างแผลในกะเพราะอาหารได้อีกด้วย ทั้งนี้เพราะสมุนไพรอย่างเจ้าว่านห่างจระเข้นั้นไม่ได้มีคุณสมบัติเพียงแค่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียเท่านั้นแต่ยังสามารถสมานแผลได้เป็นอย่างดีนั่นเอง สำหรับท่านที่ไม่เคยใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดนี้มาก่อนเลยเราขอแนะนำอย่างง่ายๆ ว่าเจ้าว่านหางจระเข้นั้นเค้ามีคุณสมบัติในการรักษาแผลที่วุ้นภายในใบของเค้านั่นแหละ ก็ตามสะดวกเลยครับตัดมา 1 ใบล้างให้สะอาดแล้วหั่นมาหนึ่งท่อนปอกเปลือกออกแล้วทาบริเวณแผลได้เลย ส่วนใครที่จะรักษาแผลในกะเพราะก็ให้ทานวุ้นของเค้าวันละ 2 ครั้งๆ ละ 2 ช้อนโต๊ะ





กระเทียม : เป็นพืชสมุนไพรไทยที่ถือว่าเป็นเครื่องเทศคู่ครัวกันมานาน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเราจะทราบกันดีว่ากระเทียมนั้นมีสรรพคุณในการแก้อาการจุกเสียดและลดอาการอักเสบ ส่วนขนาดหรือวิธีการรับประทานนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของท่านเอง เพราะบางคนสามารถรับประทานได้ทันทีก็สามารถหาวิธีการปรุงรับประทานได้เลย แต่สำหรับท่านที่ลำบากในการที่จะรับประทานเข้าไปโดยตรงแบบสดๆ ก็สามารถหารับประทานแบบที่บรรจุแคปซูลได้ นอกจากสองอาการที่เราว่าไปแล้วนั้นกระเทียบยังสามารถดูแลสุขภาพเราได้อีกมากมายหลากหลายสรรพคุณ


ตะไคร้ : เป็นพืชสมุนไพรไทยที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรุงของอาหารไทยมายาวนาน ถึงแม้ว่าจะไม่กล่าวถึงก็คงรู้จักกันถ้วนหน้า แต่ถ้าถามว่ามีประโยชน์อันใดบ้างที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอาจจะตอบกันยากพอควร ทั้งนี้ขอบอกว่าสรรพคุณนั้นดีมากพอที่จะทำให้คนที่ทานเป็นประจำนั้นใจชื้นขึ้นมาเลยที่เดียว เริ่มตั้งแต่ใบสดๆ ของเค้าสามารถรักษาอาการไข้และความดันโลหิตสูงได้ เลื่อนลงมาที่ลำต้นก็สามารถช่วยอาการเบื่ออาหารได้ดี ลงไปถึงหัวของตะไคร้ก็สามารถช่วยรักษาปัสสาวะพิการและโรคนิ่วได้ ลงไปให้สุดถึงรากตะไคร้ก็สามารถแก้อาการเสียดแน่นหน้าอกและยังแก้อาการท้องเสียได้อีกด้วย


ข่า : เป็นพืชสมุนไพรไทยที่พ่อครัวแม่ครัวหัวป่าทั้งหลายต้องถามถึงถ้าต้องทำต้มยำ หรือ อาหารที่ต้องการความเข้มข้นของรสชาติ และเมื่อกล่าวถึงสรรพคุณทางการดูแลสุขภาพแล้วหละก็ ข่าสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเล็งได้เป็นอย่างดี และถ้านำเหง่าแก่สดขนาดหนึ่งนิ้วมาตำให้ละเอียดแล้วเติมน้ำปูนใสดื่มวันละครึ่งแก้วท่านจะสามารถขับลมในกระเพาะได้อย่างแน่นอนสรรพคุณนั้นมากมายก่ายกองจริงๆ






ใบกะเพรา : เป็นพืชสมุนไพรไทยที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยที่เดียวเพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เข้าร้านอาหารริมทางหรือร้านอาหารทั่วๆ ไป เมื่อนั้นก็ต้องสั่งมาทานทุกที่ไป เพราะถือว่าเป็นรายการอาหารที่เบสิกที่สุด (ร้านไหนทำไม่อร่อยต้องพิจารณา) จนหลายๆ ท่านแอบเรียกว่ารายการอาหารสิ้นคิด เพราะคิดไม่ออกทีไรต้องสั่งผัดกะเพราะทุกครั้งไป ส่วนคุณค่าทางการดูแลสุขภาพนั้นเจ้าใบกะเพราะของเราเค้าสามารถแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียนได้ดี ทั้งยังสามารถใช้เป็นยาอายุวัฒนะได้ด้วย ตลอดจนในบางครั้งสำหรับสาวๆ หลังคลอดบุตรอาจจะใช้ใบกะเพราะในการบำรุงธาตุไฟและอบอุ่นร่างกายไปในตัว คุณสมบัติรอบทิศเลยทีเดียวสำหรับเจ้าใบกะเพรา

ที่มา : นพดล อุ่นตา

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

สรรพคุณว่านหางจระเข้และคุณค่าทางด้านสมุนไพร




ใบว่านหางจระเข้ ใช้ส่วนที่เป็นผิวใบสีเขียว นำมาโขลกให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาวเป็นยาสมุนไพรที่ใช้พอกแผลที่เป็นหนองหรืออักเสบ ใช้พอกฝีเพื่อสมานแผลให้หายเร็วยิ่งขึ้น





วุ้นใสสีขาวของว่านหางจระเข้ฝานบางๆ เป็นสมุนไพรทาแผลที่เกิดจากการโดนความร้อนหรือโดนไฟไหม้ มีสรรพคุณช่วยลดอาการแสบร้อน ช่วยดับพิษร้อนทำให้ผิวเย็น ช่วยสมานแผล และลดรอยแผลเป็น ใช้ทาผิวเพื่อป้องกันผิวไหม้จากการโดนแสงแดด ใช้กินเพื่อบำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน สมานแผลในช่องปากและทางเดินอาหาร รักษาแผลในกระเพาะ


รากว่านหางจระเข้ เป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพโดยนำมาทุบให้ละเอียดแล้วจึงนำไปต้มกับน้ำดื่มเพื่อขับของเสียในร่างกาย ขับหนอง และน้ำเหลือง
วุ้นของว่านหางจระเข้ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ
ใช้ใบว่านหางจระเข้แก่ปอกเปลือกออกเอาแต่ส่วนที่เป็นเนื้อวุ้นใสๆ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ล้างน้ำให้สะอาด นำไปแช่ในน้ำเชื่อมทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อวุ้น ใช้กินเป็นของว่าง มีสรรพคุณช่วยสมานแผลในกระเพาะ ทางเดินอาหาร และลำไส้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ป้องกันโรคกระเพาะ




ที่มา : นพดล อุ่นตา

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

เคล็ดลับดีดี วิธีแก้ท้องเสีย




น้ำชา
ในใบชามีสารแทนนินที่จะช่วยระงับอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี ชงชาแก่ๆ ซักแก้ว แล้วจิบเป็นพักๆ สามารถทำให้คุณหายท้องเสียได้เร็วขึ้น แต่ไม่ควรคื่มมากเกินไป เพราะ จะทำให้ท้องผูกได้
วิธีแก้ท้องเสีย


กล้วยดิบ
แนะนำให้ใช้กลั้วยน้ำว้าดิบ หั่นบางๆ แล้วนำไปตากแดดจนแห้ง จากนั้นนำมาบทเป็นผงเพื่อชงดื่ม สำหรับคนที่กินยายาก อาจจะเติมน้ำผึ้งหรือ น้ำตาลกรวดลงไปซักเล็กน้อยเพื่อให้มีรสชาติที่กลมกล่อมดื่มง่ายมากขึ้น





เปลือกทับทิมแห้ง
แกะเปลือกทับทิมออกมาตากให้แห้ง แล้วนำไปฝนกับน้ำสะอาดดื่มทีละ 1-2 ช้อนโต๊ะ รสฝาดเฝื่อนของเปลือกทับทิม อาจจะทำให้กินยากซักหน่อยถ้าคนที่ต้องใช้เป็นเด็ก หรือ คนที่ทานยายากอยู่แล้ว แนะนำให้ผสมน้ำผึ้งซักเล็กน้อยเพื่อปรับรสชาติให้ทานได้ง่ายขึ้น


ฝรั่ง
ผลและใบของฝรั่ง สามารถนำมาใช้ในการแก้อาการท้องเสียได้ผลชะงัดมาก ถ้าบ้านใครมีต้นฝรั่งอยู่หน้าบ้านขอแนะนำให้เด็ดผลอ่อนของฝรั่งมาเคี้ยว จะช่วยได้ แต่ถ้าไม่ชอบทานผลไม้ ลองเอาใบอ่อนของฝรั่งมาปิ้งไฟ แล้วนำมาชงเป็นชา ดื่มจนกว่าอาการจะดีขึ้น
และสุดท้าย ไม่ใช่สมุนไพรแต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ ตามร้านค้าทั่วไป ในราคาที่ไม่แพงนัก นั่นก็คือ นมเปรี้ยว หรือ โยเกิร์ต หลายคนอาจจะสงสัยว่าจะไม่ยิ่งทำให้ท้องเสียเข้าไปใหญ่เหรอ คำตอบคือ ไม่ถ้าดื่มในปริมาณที่ไม่มาก ในนมเปรี้ยวจะมีจุลินทรีย์ชนิดดีอยู่หลายชนิด ที่เคยได้ยินกันบ่อยๆ เช่น แลคโตบาซิลัส และ Streptococcus Thermophilus ซี่งถ้าศึกษากันดีๆ จะพบว่าจุลินทรีย์เหล่านี้มีอยู่ในลำใส้ใหญ่ของเราอยู่แล้ว และอาจจะหายไป เพราะถูกทำลายจากจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีที่ได้รับมาจากภายนอก การดื่มนมเปรี้ยวเข้าไป จะช่วยปรับสมดุลของลำใส้อีกครั้ง ทำให้ร่างกายฟื้นตัวดีขึ้นจากอาการท้องเสียได้เร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตาการใช้นมเปรี้ยวอาจจะไม่ได้ผลเสมอไป เพราะอย่างที่รู้ๆกัน จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวได้เร็ว อาจจะก่อให้เกิดการดื้อยาได้ทุกเมื่อ แต่การดื่มนมเปรี้ยวทุกวัน จะช่วยให้ระบบลำใส้มีความสมดุลอยู่ตลอดไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆ เป็นการป้องกันการท้องเสียไปในตัว




ที่มา : นพดล อุ่นตา






กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

ยาแก้โรคปวดหลังปวดเอว ล้วนๆ



ขนานที่ ๑
ท่านให้เอา ต้นบัวบก กับ ชะเอม ตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้เอาอย่างละพอสมควร นำมาตำให้ละเอียด ผสมกับ น้ำผึ้งแท้ ใช้รับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา เวลาเช้า-เย็น วันละ ๒ เวลา มีสรรพคุณแก้โรคปวดหลังปวดเอวให้หายไปเป็นปลิดทิ้งแลฯ
ร.ต.อ. เปี่ยม บุญยะโชติ กรุงเทพมหานคร




ขนานที่ ๒
ท่านให้เอา ต้นกาฝากไม้จามจุรี ๑ ฝักไม้จากมจุรีแห้ง ๑ ตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้นำมาย่างไฟให้แห้งดีแล้ว ใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา มีสรรพคุณแก้โรคปวดหลังปวดเอว ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เคยให้รักษาได้ผลดีมาแล้ว
พระครูบวรคณานุศาสน์ จ.ยโสธร

ขนานที่ ๓
ท่านให้เอา ต้นหญ้าลูกใต้ใบ (ถอนเอาทั้งต้นตลอดถึงราก) จำนวนมากน้อยตามต้องการ นำมาล้างให้สะอาด สับเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง ใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใช้น้ำยารับประทานต่างน้ำชา มีสรรพคุณแก้โรคปวดหลังปวดเอว โรคไต ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแลฯ
พระอธิการอนันต์ อิทฺธิโชโต วัดปากคลอง อ.บ้านแหลม เพชรบุรี

ขนานที่ ๔
ท่านให้เอา ลูกมะเขือขื่นสุก (ที่มีสีเหลือง) จำนวนเท่าอายุของผู้ต้องการใช้ยานี้ นำมาผ่าเป็น ๒ ซีก ขูดเอาเฉพาะเมือกสีเขียวข้างใน นำไปตากแดดให้แห้ง เอาไข่ไก่ ๑ ฟอง เจาะเปลือกไข่ให้เป็นรู เทไข่ขาวออกเสีย คงเหลือไว้เฉพาะไข่แดง แล้วนำเมือกมะเขือขื่นที่ตากแห้งแล้วนั้นมายัดใส่เข้าในไข่นั้นให้หมดใช้ไม้กวนผสมกัน นำฟองไข่นั้นไปเผาไฟไหม้เป็นถ่าน นำมาบดพอแหลก เทใส่ในขวดเหล้าขาว (เหล้าโรง) ดองไว้ ๑ คืน ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา เวลาเช้า-เย็น วันละ ๒ เวลา ทุกวันติดต่อกันประมาณ ๑ เดือน โรคปวดหลังจะหายไป เคยใช้รักษาหายมามากแล้ว มีสรรพคุณชะงัดยิ่งนักแลฯ
คนมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ห้ามรับประทานยานี้เด็ดขาดฯ
สำหรับคนที่ไม่ชอบเหล้า ท่านให้เอาฟองไข่ที่เผาไฟไหม้เป็นถ่านแล้วนั้น บดให้ละเอียด ผสมกับ น้ำผึ้งแท้ ปั้นเป็นลูกกลอนฯ
วิทยาทานสงวนนาม




ขนานที่ ๕
ท่านให้เอา ต้นกะเม็งทั้งห้า (ถอนเอาทั้งต้นตลอดถึงราก) จำนวนมากพอสมควร นำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้แหลก คั้นเอาน้ำครึ่งแก้วกาแฟ ผสมกับ น้ำผึ้งแท้ ครึ่งแก้วกาแฟ กวนให้เข้ากันดีแล้ว ใช้รับประทานให้หมดแก้ว เวลาก่อนนอน คืนวันเดือนดับ (คือ วันสิ้นเดือนทางจันทรคติ ได้แก่ วันแรม ๑๔-๑๕ ค่ำ) ใช้รับประทานเพียงครั้งเดียวดเท่านั้น มีสรรพคุณแก้โรคปวดหลังปวดเอวให้หายขาด ได้ผลดีอย่างชะงัดนักแล เคยใช้รักษาตัวเองหายขาดมาแล้วฯ
- พระพุทธิวงศมุนี วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร
- พระครูศีลวิสุทธาภรณ์ วัดหลวง อ.บางแพ ราชบุรี

ที่มา : นพดล อุ่นตา

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

กระถิน



หลายคนคงไม่คิดว่ากระถินที่เราๆท่านๆรับประทานกันนั้น จะมีประโยชน์มากมาย นอกจากประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว กระถินยังสามารถใช้รักษา และ ป้องกันโรคได้อีกด้วย
ดังนั้นคอร์สล้างพิษตับชมรมล้างพิษพิชิตโรคจึงได้นำความรู้เกี่ยวกับกระถินที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน เผื่อว่าวันหนึ่งเราอาจจะหยิบอาหารง่ายๆมาเป็นยาในการป้องกันโรคต่างๆก่อนป่วยก็ได้ครับ เรามาดูกันเลยครับว่ากระถินมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง ? ? ?




   ส ร ร พ คุ ณ
* ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ( ราก เมล็ดแก่ )
* กระถินมีฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูก (ยอดอ่อน,ฝักอ่อน,เมล็ด)
* ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (ยอดอ่อน)
* ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ยอดอ่อน)
* กระถินอุดมไปด้วยวิตามินเอ จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้ (ยอดอ่อน)
* ช่วยบำรุงหัวใจ (ฝักอ่อน,ยอดอ่อน)
* ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ (เมล็ดแก่)
* ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ฝักอ่อน,ยอดอ่อน)
* ช่วยแก้อาอาการร้อนในกระหายน้ำ (ฝักอ่อน,ยอดอ่อน)
* ช่วยแก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตา (ดอก)
* ช่วยแก้อาการท้องร่วง (ฝัก)
* เมล็ดกระถิน สรรพคุณใช้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวกลม (Ascariasis) สำหรับผู้ใหญ่ให้ใช้ครั้งละ 25-50 กรัม ส่วนเด็กให้ใช้ 5-20 กรัม ต่อวัน โดยใช้รับประทานในช่วงตอนท้องว่างในตอนเช้าประมาณ
* ดอกกระถิน สรรพคุณช่วยบำรุงตับ (ดอก)
* ช่วยบำรุงไตและตับ (เมล็ดแก่)
* ฝักกระถินเป็นยาฝาดสมาน ใช้ห้ามเลือด (ฝัก,เปลือก)

   ฤ ท ธิ์ ท า ง ย า
* ผลเมล็ดมีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดไขมันในเลือดของหนูขาว แต่เมล็ดมีสารสารลิวซีนีน (Leucenine) ซึ่งจะทำให้สัตว์เป็นหมันได้
* สารสกัดจากใบกระถินเมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดของสุนัข จะทำให้มีระดับความดันโลหิตลดลง มีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ช่วยกระตุ้นการหายใจ
* มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต แต่ฤทธิ์ดังกล่าวนี้สามารถต้านได้ด้วย Atropine และยาต้านฮิสตามีน และเมื่อนำน้ำยาสกัดกระถินมาใช้กับหัวใจของกบและเต่าที่แยกออกมา พบว่ามีอัตราการบีบของหัวใจลดลง และในระบบทางเดินอาหารทั้งการทดลองแบบ in vitro ก็พบว่าน้ำสกัดนี้ทำให้เกิดแรงตึงตัวและเกิดแรงบีบตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเมื่อทดลองใน in vivo จะพบว่าการบีบตัวของกระเพาะลำไส้ตามปกติลดลง
ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกมีรสมัน เมล็ดอ่อนมีรสมันอมหวานเล็กน้อย รากมีรสจืดเฝื่อน ส่วนเปลือกมีรสฝาด

  ป ร ะ โ ย ช น์ ข อ ง ก ร ะ ถิ น
ยอดอ่อนกระถิน ฝักอ่อน และเมล็ดใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยยอดใบจะใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก ส้มตำ หรือยำหอยนางรม
ส่วนเมล็ดอ่อนชาวอีสานใช้ผสมในส้มตำมะละกอหรือรับประทานกับส้มตำ ส่วนชาวใต้ใช้เมล็ดอ่อน และใบอ่อนรับประทานร่วมกับหอยนางรม
ใบ ยอด ฝัก และเมล็ดอ่อนสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น วัว ควาย ไก่ แพะ แกะ ฯลฯ
ใบกระถินอุดมไปด้วยธาตุไรโตเจนและเกลือโพแทสเซียม สามารถนำมาใช้ทำเป็นปุ๋ยหมักได้
เมล็ดสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องประดับได้หลายชนิด เช่น เข็มกลัด สายสร้อย เข็มขัด ฯลฯ
ลำต้นหรือเนื้อไม้กระถินสามารถนำมาใช้ทำด้ามอุปกรณ์เครื่องมือทางการเกษตร ทำฟืน เผาทำถ่าน และได้น้ำส้มควันไม้
เปลือกต้นกระถินให้เส้นใยที่สามารถนำไปใช้ทำเป็นกระดาษได้ แต่มีคุณภาพไม่ดีนึก
ประโยชน์กระถิน เปลือกต้นกระถินสามารถนำมาใช้ย้อมสีเส้นไหมได้ โดยเปลือกต้นแห้ง 3 กิโลกรัม จะสามารถย้อมเส้นไหมได้ 1 กิโลกรัม โดยจะให้สีน้ำตาล
สายพันธุ์กระถินที่ทำการปรับใหม่จะมีขนาดลำต้นสูงกว่าสายพันธุ์ หรือที่เรียกว่า “กระถินยักษ์” ใช้ปลูกเพื่อเป็นแนวรั้วบ้าน แนวกันลม และช่วงบังแสงแดดให้แก่พืชที่ปลูกได้ เหมาะในพื้นที่ที่มีการดูแลรักษาต่ำ และต้นกระถินยังมีความแข็งแรงเจริญเติบโตได้เร็ว
ตามคติความเชื่อในตำราพรหมชาติฉบับหลวงกล่าวว่า กระถินเป็นไม้มงคลที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำมาปลูกร่วมกับต้นสารภี มีความเชื่อว่าจะช่วยป้องกันเสนียดจัญไรต่างๆ ได้




 โ ท ษ ข อ ง ก ร ะ ถิ น
เนื่องจากใบของกระถินมีสารที่เป็นพิษคือสารลิวซีนีน (Leucenine) หากสัตว์กระเพาะเดียวกินใบกระถินในปริมาณสูงอาจทำให้ขนร่วงและเป็นหมันได้
แต่ยังไม่มีรายงานความเป็นพิษเนื่องจากการกินกระถินในคน และยังมีรายงานว่ากระถินเป็นพืชที่มีคุณสมบัติช่วยดูดธาตุซีลีเนียมจากดินมาสะสมไว้ได้มาก จึงอาจทำให้เกิดพิษเนื่องจากธาตุนี้ได้

ที่มา : นพดล อุ่นตา

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

สุดยอด! สมุนไพรแก้อาการคัน



4 สมุนไพรไทยที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน มีคุณสมบัติที่เอื้อประโยชน์ให้กับการดูแลผู้ที่มีปัญหาน้ำเหลืองไม่ดี อาทิ การลดอาการคัน แก้ไขตุ่มคัน รักษาหนอง รวมถึงผิวที่มีอาการคันมาก จนถึงขั้นปวดแสบปวดร้อน




พลู : ทาแก้คัน


วิธีใช้ใบพลูแก้คันทำไม่ยาก แค่เอาพลู 3-4 ใบไปตำจนได้น้ำออกมา เติมเหล้าขาวลงไปนิดหน่อย จากนั้นก็กรองเอาแต่น้ำแล้วยกขึ้นซด เอ๊ย! เอาไปทาแผล ไม่นานอาการคันจะหายเป็นปลิดทิ้ง

ใบกะเพรา : จัดการตุ่มและรักษาหนอง


กะเพราไม่ได้เกิดมาเพื่อเด้งดึ่งอยู่ในกระทะคู่กับ หมู น้ำปลา จนกลายเป็นผัดกะเพราเพียงอย่างเดียว เวลาเกิดอาการคัน ถ้าเราสามารถเอาใบกะเพราสดมาขยี้แรงๆจนละเอียด แล้วทาตรงบริเวณจุดแผลที่คันก็จะหายไป แถมยังไม่มีตุ่มคันบวมหรือหนองขึ้นด้วย

ไพล : ทำให้ผิวไม่คัน



คนไทยเราไม่นึกถึงไพลเฉพาะเวลาที่ถูกเฆี่ยน เวลาคันๆไพลก็มีประโยชน์เหมือนกัน วิธีใช้ก็คล้ายๆขมิ้นคือ ต้องเอาเหง้าไพลไปตำหรือบดละเอียดผสมกับน้ำ จะช่วยให้ผิวที่คันคะเยอปวดแสบปวดร้อยหายได้

ขมิ้นชัน : สวย เนียน เมื่อทาผิว





ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่ดีต่อผิวหนังอยู่แล้ว สาวๆโบราณเขาถึงได้เอามาทาผิวให้สวยเนียนจนท่านเจ้าคุณอยากสัมผัสยังไงล่ะ ฮะ! และเวลาที่เกิดอาการคันถ้าเอาขมิ้นชันสดๆมาล้าง ตำให้ละเอียดแล้วเอามาทาที่แผล ก็จะช่วยให้ผิวหายคันได้อีกด้วย

ที่มา : นพดล อุ่นตา

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

มีพืชสมุนไพรหลายชนิดที่รักษา บัวบก ดอกแค พริกไทยดำ ไมเกรน ได้ดีดังที่จะนำเอามาแนะนำต่อไปด้งนี้ คือ กระเทียม ใบ

กระเทียม
เอา "หัวกระเทียม" มาใช้เป็นยาแก้ อาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือ " ไมเกรน" ได้อย่างชะงัดนัก "หัวกระเทียม" ที่ใช้ในการปรุงอาหารต่าง ๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้แหละ เอามาแก้ "ไมเกรน" ได้เลย




วิธีการก็ได้แก่ เอา หัวกระเทียม มาแกะออกเป็นกลีบ ๆ เอามารับประทานกันน้ำพริกก็ได้ เอามาผัดกับผักก็ได้ รับประทานสด ๆ ก็ดี โดยรับประทานครั้งละ 10 กลีบทุก ๆ วัน หรือจะเอา "กระเทียมแคปซูล" ก็ได้ เป็นกระเทียมที่บดละเอียดแล้ว เอามาบรรจุในแคปซูลกลืนกับน้ำสะอาดสะดวกสบาย าการปวดศรีษะข้างเดียวหรือ "ไมเกรน" ก็จะหายไปได้ในที่สุด ต้องรับประทานทุกวันต่อเนื่องกันไป
ใบบ้วบก
เอา " ใบบัวบก" มาเป็นยาสมุนไพรแก้ "ไมเกรน " ก็ได้อีกอย่างหนึ่ง
วิธีการก็คือเอามาทั้งเถา ใบและก้านใบรวมกันมาเลยเอามาล้างให้สะอาดเสียก่อน วิธีการทำเป็นยา เอาต้น เถา ใบบัวบกมาสัก 1 กิโลกรัม ตัดเป็นท่อนสั้น ๆ เอามาโขลกละเอียดหรือเอามาปั่นด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้ากับน้ำสะอาด ต่อจากนั้นเอกมาต้ม เติมน้ำลงไปพอสมควรให้ท่วมต้มไปสัก 5 นาที เมื่อเดือดแล้วก็ยกลงเอามารองบีบเอากากทิ้งไป เอามาต้มอีกครั้งหนึ่ง ใส่เกลือป่นลงไปสัก 1 ช้อนชา เย็นแล้วดื่มเป็นยาได้ทันที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน และเย็น จะเติมน้ำตาลทรายลงไปด้วยเล็กน้อยพอหวานนิด ๆ ก็ได้
อาการ " ไมเกรน" ก็จะหายไปได้ในที่สุดเมื่อดื่มเป็นประจำแล้วประมาณ 1 สัปดาห์
"บัวบก " เป็นพืชสมุนไพรที่ดีมาก แก้ร้อนในกระหายน้ำก็ได้แก้ความดันโลหิตสูงก็ได้
อีกทั้งยังเอามาแก้ "ไมเกรน" หรืออาการปวดศีรษะข้างเดียวก็ยังได้อีกเลย
ดอกแค
เอา "ดอกแค" ที่ปลูกกันโดยทั่วไปตามบริเวณบ้านเรือน มาเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือ "ไมเกรน" ได้ดีอีกอย่างหนึ่ง
เอา "ดอกแค" ทั้งดอกมาล้างน้ำให้สะอาด เอามาลวกจิ้มน้ำพริกกะปิก็ได้ เป็นอาหารไปเลย
เอา "ดอกแค " มาต้มกับซี่โครงหมู เป็น แกงจืด ก็ได้อร่อยดีด้วยแล้วก็เป็นยาสมุนไพรที่ดีแก้ "ไมเกรน" ได้อีก
เอา "ดอกแค" มาผัดกุ้งสดรับประทานเป็นอาหารเป็นกับข้าวก็ได้ มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี แถมยังเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะข้างเดียวหรือ "ไมเกรน" ก็ได้ เอา "ดอกแค " มาปรุงเป็นแกงส้ม ก็ได้ หรือ แกงเหลืองก็ได้




อาการ " ไมเกรน" จะหายไปได้ในไม่กี่วันหลังจากรับประทาน ดอกแค ไปแล้ว อาหารที่เป็นสมุนไพรด้วยนั้นนับว่าเป็นประโยชน์ดีจริง ๆ พืชสมุนไพรมากมายเอามาปรุงเป็นอาหาร เป็นกับข้าว เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์มากหลายยิ่งนัก เมื่อรู้จักเอามาใช้ประโยชน์ก็เป็นประโยชน์อย่างที่สุด คุ้มค่าและมากด้วยของดี ๆ ไม่ใช่น้อยเลย
พริกไทยดำ
ใช้พริกไทยดำ 7 เม็ด เคี้ยวพริกไทยในปากข้างที่ปวดศรีษะทีละ 1 เม็ดก็ได้ พริกไทยจะละลายข้างกระพุ้งแก้วทำอย่างนี้จนหมด 7เม็ด พยายามไม่ดื่มน้ำตาม ( ให้กลืนไปเลย ) ให้รับประทานตอนก่อนแปรงฟันตอนเช้า ประมาณ 3 - 4 สัปดาห์จะเห็นผล

ที่มา : นพดล อุ่นตา


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

ลูกท้อเป็นพืชสมุนไพร

ดอกท้อ
สมุนไพรพื้นบ้านที่นำไปตากแดดจนแห้งสนิท แล้วบดเป็นผลละเอียดเวลาใช้ผสมกับน้ำอุ่น ใช้ดื่มเพื่อเป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงไต แก้อาการแน่นตามหน้าอก แก้โรคหัวใจ




รากท้อ
สมุนไพรไทยที่นำมาต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเพื่อรักษาโรคดีซ่าน หรือนำรากสดมาตำให้ละเอียดพอกบริเวณตามข้อที่มีอาการปวดบวม ช่วยรักษาอาการไข้ข้ออักเสบ




ต้นท้อ
สมุนไพรที่นำมาต้มกับน้ำ หรือนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วบดให้เป็นผงละเอียดเวลาใช้ผสมกับน้ำอุ่น ดื่มเพื่อรักษาอาการถ่ายเป็นเลือด บำรุงเลือดหลังคลอดบุตร จิบเพื่อแก้อาการเจ็บคอ ช่วยสลายนิ่วตามทางเดินปัสสาวะ

เมล็ดท้อ
ทุบให้แตกแล้วนำไปต้มกับน้ำเป็นยาสมุนไพร หรือนำไปตากแดดจนแห้ง แล้วบดให้เป็นผลผสมน้ำอุ่นจิบเพื่อบำรุงเลือด บำรุงหัวใจแก้โรคโลหิตจาง ใช้ในสตรีที่มีหประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ แก้อาการตกขาวในสตรี เป็นยาระบายอ่อนๆ รักษาอาการท้องผูกลดอาการปวดบวมตามข้อเนื่องจากโรคไขข้
อักเสบ

ผลสุกท้อ
ใช้กินเป็นผลไม้สด ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร และลำไส้
ใบท้อ

นำใบสดๆ มายีให้ละเอียดใช้พอกแผลเพื่อให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น ใช้น้ำคั้นจากใบทาผิวหนังแก้กลากเกลื้อน นำใบแก่จัดไปตากแดดให้แห้งแล้วบดเป็นผลผสมกับน้ำอุ่น หรือนำไปต้มกับน้ำใช้ดื่มเพื่อแก้อาการปวดห้อง แก้วอาการปวดหัว แก้อาการแผลอักเสบมีหนองมาส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ทำน้ำลูกท้อดื่มล้างลำไส้

เลือกเอาผลท้อที่สุกจนเนื้อนิ่มใกล้จะเละ แช่ในน้ำเชื่อมทิ้งไว้สัก 1 คืน พอน้ำตาลซึมเข้าเนื้อ ให้แกะเอาเฉพาะแต่เนื้อแล้วยีให้ละเอียด ผสมกับน้ำอุ่นเติมเกลือป่นเล็กน้อย จิบเพื่อทำให้ชุ่มคอ มีสรรพคุณช่วยล้างระบบทางเดินอาหาร และช่วยทำความสะอาดลำไส้




ที่มา : นพดล อุ่นตา

กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

สรรพคุณมะพร้าวทางด้านสมุนไพร



เนื้อมะพร้าว 




สมุนไพรพื้นบ้านที่นำมาเคี่ยวเป็นน้ำมัน ใช้กินเพื่อกำจัดพยาธิและเป็นยาขับปัสสาวะ




น้ำมะพร้าว 
ใช้ดื่มแก้กระหาย และให้พลังงานแก่ร่างกายใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้อาการเมาจากพิษแอลกอฮอล์
เปลือกผลของมะพร้าว
นำเปลือกมะพร้าวสดมาเผาไฟเป็นสมุนไพรใช้ทาผิวหนังแก้โรคกลากเกลื้อน แก้โรคหิด แก้อาการผดผื่นคัน
วิธีทำน้ำมันมะพร้าวแบบง่ายๆ


มะพร้าวเป็นสมุนไพรไทยชั้นเยี่ยม เนื้อของมะพร้าวนิยมนำมาเคี่ยวทำเป็นน้ำมัน เพื่อไว้ใช้เป็นส่วนผสมในการเตรียมสมุนไพรเพื่อสุขภาพหลายชนิด หรือใช้กินเพื่อแก้อาการท้องเสีย ขับพิษ เป็นยาระบายแก้กระหายน้ำ ที่สำคัญสรรพคุณเด่นช่วยบำรุงหัวใจ และระบบเลือดได้อย่างดีเยี่ยม มาลองดูขั้นตอนการทำน้ำมันมะพร้าวอย่างง่ายๆ เพื่อเก็บไว้กิน

เลือกเอามะพร้าวแก่จัดสัก 1 ลูก นำมาขูดเอาแต่ส่วนที่เป็นเนื้อ จากนั้นคั้นให้เป็นน้ำกะทิ ใช้แต่ส่วนที่เป็นหัวกะทิ ตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนน้ำกะทิเริ่มแตกตัวเป็นมัน สังเกตดูจากเกล็ดกะทิเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ให้ยกลงแล้วรอจนกะทิเย็นตัว ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมันเก็บไว้ใช้กิน หรือเป็นยาสมุนไพร





ที่มา : นพดล อุ่นตา


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

บัวบก




ในตำรายาไทยบอกว่า การเก็บบัวบกมาใช้ ควรถอนเอาทั้งต้นและรากมาด้วย ถ้าจะให้สรรพคุณดีที่สุดควรใช้ผักหนอกขมที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ การทำให้แห้งไม่ควรเอาไปตากแดด เพราะจะทำให้สูญเสียตัวยาซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหย ควรผึ่งลมไว้ในที่ร่ม เมื่อยาแห้งใส่ขวดปิดฝาให้สนิท






ตำรับยาบำรุงร่างกาย บำรุงสายตา บำรุงความจำ
ตำรับที่ 1 บัวบกตากแห้ง 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน บดเป็นผง กินก่อนนอน ครั้งละครึ่งช้อนชากับน้ำร้อน หรือกินกับน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย
ตำรับที่ 2 บัวบกตากแห้งบดผง ผสมน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย ทำเป็นลูกกลอนเท่าผลมะแว้ง กินครั้งละ 2 เม็ดเช้า เย็น
ตำรับที่ 3 เอาบัวบกมาทั้งราก ต้น ใบ 2-3 ต้น นำมาบดรับประทานกับน้ำร้อน หรืออาจผสมน้ำผึ้งลงไปด้วย
ตำรับที่ 4 บัวบกผงแห้งนำไปบรรจุในแคปซูลประมาณ 500 มก. กินเพื่อบำรุงสุขภาพทั่วไปครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 เวลา หลังอาหาร เด็กลดลงตามสัดส่วน
ยาแก้ช้ำในและร้อนใน บัวบกสด 1 กำมือ หรือ 1 แก้ว เอาบัวบกมายัดใส่แก้วพอแน่นในแก้วได้ 1 แก้ว ตำให้ละเอียด เติมน้ำ 1 แก้ว คนให้เข้ากันกรองและคั้นเอาแต่น้ำปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือเกลือ กินครั้งละ 1 แก้ววันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร กินประมาณ 5-7 วันให้หยุดไปอีก 5-7 วันแล้วจึงเริ่มกินได้อีก
ข้อควรระวัง คือ บัวบกเป็นยาเย็นและมีการสะสมได้ทำให้หนาว ดังนั้นไม่ควรกินทีละเยอะ ๆ ทุกวัน อย่างกรณีที่กินเป็นกำ ๆ จะต้องกิน ๆ หยุด ๆ ไม่กินติดต่อกันทุกวัน ถ้ากินสด ๆ ทุกวันควรกินแต่น้อย ๆ ประมาณ 3-6 ใบก็พอ คนที่อ่อนเพลียหรือร่างกายอ่อนแอมากไม่ควรกิน ถ้ากินแล้วมีอาการเวียนหัว ปวดหัว ใจสั่นหรือเต้นผิดปกติ หน้าแดง คันผิวหนัง ท้องร่วงคล้ายเป็นบิด แสดงว่าแพ้ยาหรือกินยามากเกินไป ให้หยุดกินทันที คนที่ม้ามเย็นพร่องมีอาการท้องอืดแน่นเป็นประจำไม่ควรกิน ผู้ป่วยที่ได้รับยาเบาหวาน ยารักษาคอเลสเตอรอลไม่ควรกินเพราะจะทำให้ผลของยาลดลง คนที่กินยาแก้แพ้ ยากันชัก ยานอนหลับ ไม่ควรกิน เพราะจะไปเสริมฤทธิ์ทำให้ง่วงมากขึ้น คนท้องหรือหญิงที่ให้นมบุตรไม่ควรกิน
ผลการวิจัยบัวบกเมื่อเทียบกับแปะก๊วยได้ผลเหมือนกัน แต่แปะก๊วยมีการทำวิจัยไปเป็นข้อมูลสนับสนุนการขายในตลาดโลกจึงมีการทำวิจัยมากกว่า ดังนั้นสังคมไทยจะต้องส่งเสริมให้คนไทยกลับมากินพืชผักสมุนไพรอย่างเข้าใจ มิใช่ทำ




เพื่อการค้าเพียงอย่างเดียว เพราะเดี๋ยวนี้งานวิจัยสมุนไพรต่าง ๆ ที่ออกมาล้วนจดสิทธิบัตรเพื่อการขาย แต่การส่งเสริมว่ากินพืชผักสมุนไพรอย่างไร เช่น กินบัวบกได้วันละกี่ใบ คนไทยยังไม่เข้าใจ
ท้ายนี้ต้องบอกว่า “บัวบก” เป็นพืชที่มีสรรพคุณมากมาย ดังนั้นคงไม่ต้องรอให้อกหัก ช้ำใน ก่อนแล้วจึงค่อยกิน

ที่มา : นพดล อุ่นตา


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี

Monday, September 21, 2015

นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี 30 สุดยอดอาหาร ที่เป็นยาดีต่อสุขภาพ



-เพิ่มพลังให้ร่างกาย
สำหรับใครที่อยากแข็งแรง และมีพลังเหลือเฟือ ก็ต้องกินอาหาร 3 อย่างต่อไปนี้ ที่เขาว่ากันว่าเปรียบเสมือนยาโด๊ปดี ๆ เชียวล่ะ




หอยนางรม - หอยทะเลชนิดนี้อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ที่จะช่วยให้ร่างกายรักษาพลังงานเอาไว้ได้นานขึ้น และช่วยให้ออกซิเจนไหลผ่านร่างกายได้อย่างสะดวก ดีต่อสมอง รวมไปถึงความดันโลหิตอีกด้วย
อกไก่ - โปรตีนที่อัดแน่นอยู่ในเนื้อไก่ไร้มันอย่างเนื้อส่วนอก จะช่วยชะลอการหลั่งของสารซีโรโทนิน (serotonin) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เราหลับสบาย เป็นผลให้ร่างกายตื่นตัว และกระฉับกระเฉง โดยเฉพาะถ้าไม่อยากง่วงในช่วงบ่าย ๆ ก็ลองสั่งเมนูอกไก่ทานในมื้อเที่ยงก็ได้ นอกจากนี้โปรตีนในอกไก่ยังช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูก และช่วยควบคุมน้ำหนักด้วยค่ะ
ข้าวบาร์เลย์ - ในธัญพืชมีประโยชน์อย่างข้าวบาร์เลย์ จะมีสารเบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นไฟเบอร์แคลอรี่ต่ำชนิดเดียวกับที่พบในข้าวโอ๊ต มีประโยชน์มหาศาลต่อเซลล์ในร่างกายมนุษย์ ช่วยชะลอความชรา และช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ง่าย ๆ
-เสริมความแข็งแรงของกระดูก
เราเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่า แคลเซียมมีส่วนสำคัญต่อกระดูกเป็นอย่างมาก และช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากปลาเล็กปลาน้อยที่อุดมไปด้วยแคลเซียมแล้ว อาหารต่อไปนี้ก็มีแคลเซียมไม่แพ้กันเลย
ผักกวางตุ้งฮ่องกง (Bok Choy) - ผักใบเขียวส่วนมากก็จะมีแคลเซียม แต่เป็นแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ยับยั้งการดูดซึมสารอาหารของร่างกาย และถ้ารับประทานทุกวันก็อาจจะตกผลึก เสี่ยงเป็นนิ่วได้ แต่ในผักกวางตุ้งฮ่องกง มีแคลเซียมออกซาเลตในปริมาณน้อย และเพียงแค่กินผักกวางตุ้ง 1 ถ้วยแกง ก็จะให้แคลเซียมได้เท่ากับการดื่มนม 1 แก้วเลยทีเดียว
นมพร่องมันเนย - ในน้ำนมอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามินดี แคลเซียม โพแทสเซียม และโปรตีน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย กระดูก และช่วยควบคุมน้ำหนัก
-จัดการอารมณ์วัยทอง
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนส่วนใหญ่จะทรมานกับอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ หรือมีอาการบ้านหมุน มึนหัวกันไม่น้อย และบ้างก็มีอาการหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล เหวี่ยงวีนคนรอบข้างให้วุ่นกันเป็นว่าเล่น ถ้าคนในครอบครัวคุณมีอาการเหล่านี้ เรามาจัดอาหารที่มีสรรพคุณช่วยยับยั้งอาการวัยทองให้เขาดังนี้ดีกว่าค่ะ
ผักโขม (Baby Spinach) - ผักโขมอุดมไปด้วยตามินเอ กรดโฟเลต แคโรทีน วิตามินซี โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี โปรตีน และไฟเบอร์ แถมมีสรรพคุณช่วยขับพิษออกจากร่างกาย ปรับระดับฮอร์โมนที่ปรวนแปรให้คงที่
น้ำมันมะพร้าว - ไขมันในน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบติพิเศษที่ช่วยกระตุ้นเมตาบอลิซึมในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักไม่เกิน ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการร้อน ๆ หนาว ๆ ในร่างกายนั่นเอง อีกทั้งยังช่วยคืนความชุ่มชื้นให้ผมและผิวหนังได้อีกด้วย
โนริสาหร่าย - สาหร่ายชนิดนี้มีไอโอดีนสูง ช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้อารมณ์ไม่ปรวนแปร และช่วยควบคุมน้ำหนักด้วยค่ะ
-ป้องกันโรคหัวใจ
ถ้าไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ก็ต้องเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และช่วยป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งได้แก่
แอปเปิล - ไฟเบอร์ในแอปเปิลจะช่วยขจัดคอเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่อันตรายต่อสุขภาพหัวใจ หากมีในปริมาณมากก็อาจอุดตันหลอดเลือดหัวใจ เป็นเหตุให้เกิดโรคหัวใจขึ้นได้ อีกทั้งในแอปเปิลยังมีสารโพลีฟีนอลที่สามารถป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย
ป๊อปคอร์น - ลบความคิดที่ว่าป๊อปคอร์นเป็นอาหารขยะออกไปจากสมองด่วนเลยค่ะ เพราะผลวิจัยของสถาบันอาหารและยาได้ออกมาบอกแล้วว่า ป๊อปคอร์นอุดมไปด้วยไฟเบอร์ และสารที่ช่วยการทำงานของโพลีฟีนอล จึงถือว่าเป็นของทานเล่นที่ดีต่อสุขภาพหัวใจมากเลยทีเดียว
ผลไม้จำพวกส้ม - ผลไม้จำพวกส้มที่มีรสเปรี้ยว และมีวิตามินซีสูง จะช่วยแก้ปัญหาเส้นเลือดเปราะ เลือดออกง่าย และภาวะเลือดไหลไม่หยุด นอกจากนี้ยังช่วยให้เลือดหมุนเวียนสะดวก ลดความเสี่ยงภาวะอุดตันในเส้นเลือด สาเหตุของโรคหัวใจ และโรคอัมพาต
-ช่วยในการมองเห็น
นอกจากผักบุ้งแล้ว สายตายังต้องการอาหารเหล่านี้เพื่อเป็นตัวช่วยในการมองเห็นด้วยค่ะ
วอลนัท - วอลนัทอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และอัลฟาลิโนเลนิก หรือ กรด ALA (alpha-linolenic acid ) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา ลดความเสี่ยงเป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบ และโรคต้อกระจก
ผักใบเขียวเข้ม - พวกผักใบสีเขียวเข้ม อย่างเช่น คะน้า อุดมไปด้วยสารอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า ซีแซนทีน (zeaxanthin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในจอตา มีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับสายตา ทานเป็นประจำก็จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพและลดความเสี่ยงเป็นต้อกระจกได้
-ป้องกันมะเร็ง
คงไม่มีใครอยากมีเนื้อร้ายที่เรียกกันว่ามะเร็งอยู่ในร่างกายเราแน่ ๆ ดังนั้นเรามาทานอาหารเหล่านี้เพื่อป้องกันโรคมะเร็งกันก่อนดีไหมคะ
เห็ดชิตาเกะ (เห็ดหอมญี่ปุ่น) - เห็ดชนิดนี้มีทั้งไฟเบอร์สูง และเลนติแนน (Lentinan) ซึ่งช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเนื้องอก รวมทั้งมีธาตุสังกะสีสูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย
สตรอเบอร์รี - ผลไม้ตระกูลเบอร์รีชนิดนี้อุดมไปด้วยสาร fisetin ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และดีต่อสมอง
โยเกิร์ตรสธรรมดา - ผลการศึกษาของวารสารโรคมะเร็งนานาชาติในปี 2011 พบว่า กลุ่มคนที่รับประทานโยเกิร์ตรสธรรมดาเป็นประจำ จะลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้ถึง 35% เพราะในโยเกิร์ตอุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งมีส่วนช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอในร่างกายเรานั่นเอง
-ต่อสู้โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานก็เป็นอีกโรคที่อันตรายต่อชีวิตไม่น้อยไปกว่ามะเร็ง ดังนั้นเราก็ควรกินอาหารที่ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ดังนี้
บะหมี่โซบะ - บะหมี่โซบะมีแมกนีเซียมสูง ซึ่งแมกนีเซียมก็เป็นสารที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน เพียงแค่รับประทานบะหมี่โซบะปริมาณครึ่งถ้วย ก็จะได้รับแมกนีเซียมครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันเลยนะคะ
ถั่วดำ - ในถั่วดำมีสารต่อต้านแป้งที่ร่างกายไม่สามารถต่อต้านเองได้ จึงไม่ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดสูงขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้แบคทีเรียชนิดดีและเอนไซม์ในลำไส้มีฤทธิ์ต่อต้านอินซูลินด้วยค่ะ
-บำรุงสมอง
มีอาหารหลากหลายชนิดที่ช่วยบำรุงสมองของเรา และอาหารเหล่านี้ก็เช่นกัน
น้ำมันมะกอก - สารโพลีฟีนอลในน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์มีส่วนช่วยป้องกันเซลล์สมองจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคความจำเสื่อม
องุ่นแดง - เรสเวอราทรอล (Resveratrol) ในองุ่นแดง เป็นสารประกอบกลุ่ม Stibenes ซึ่งอยู่ในกลุ่มของโพลีฟีนอลอีกทีหนึ่ง มีสรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular Disease) ขจัดคราบแอมีลอยด์ บีตา (beta-amyloid plaques) ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์
ชาเขียว - ในชาเขียวเองก็มีสรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดคราบแอมีลอยด์ บีตา (beta-amyloid plaques) สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์เช่นกัน เนื่องจากมีโพลีฟีนอลนั่นเองค่ะ
-เพิ่มความอึดตอนออกกำลังกาย
หากรู้สึกเหนื่อยง่าย ออกกำลังกายแป๊ป ๆ ก็ต้องหยุดเพราะรู้สึกไม่ไหว ลองทานอาหารต่อไปนี้ดู เพราะจะช่วยให้คุณอึดและฟิตขึ้นมากเลยทีเดียว
เมล็ดเจีย (Chia Seeds) - เมล็ดเจียมีโปรตีนสูงมาก ขนาดแค่กินเมล็ดเจีย 28.5 กรัม ก็จะได้รับโปรตีนถึง 5 กรัมแล้ว ซึ่งสามารถช่วยฟื้นฟูกกล้ามเนื้อจากอาการอ่อนเพลียหลังออกกำลังกายได้ดีมาก ๆ ค่ะ
กล้วย - จากการทดลองของ Appalachian State University ที่ให้นักปั่นจักรยานกินกล้วยก่อนออกเดินทาง พบว่า นักปั่นจักรยานที่ได้กินกล้วยเข้าไป จะสามารถปั่นจักรยานได้นานกว่านักปั่นจักรยานที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง อีกทั้งสารอาหารในกล้วยยังช่วยเรื่องการย่อยอาหาร และบำรุงหัวใจอีกด้วย
-แก้ปัญหานอนไม่หลับ
นอกจากนมที่ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นแล้ว อาหารต่อไปนี้ก็มีส่วนช่วยให้เราหลับง่ายขึ้นด้วยค่ะ
เมล็ดทานตะวัน - ในวันที่แสนวุ่นวาย ลองหยิบเมล็ดทานตะวันมากินเป็นของว่างดูบ้างก็ดี เพราะเมล็ดทานตะวัน 28.5 กรัม จะสามารถให้แมกนีเซียมกับร่างกายได้ถึงครึ่งของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน และยังให้แร่ธาตุกับร่างกาย ซึ่งทั้ง 2 สารอาหารนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลาย หลับสบายขึ้นนั่นเอง
ข้าวโอ๊ต - หากมีปัญหานอนไม่ค่อยหลับ แนะนำให้กินข้าวโอ๊ตก่อนนอนประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะข้าวโอ๊ตจะช่วยปรับระดับกรดอะมิโนทริปโตเฟน (tryptophan) ส่งผลให้สมองผลิตซีโรโทนิน (serotonin) และกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ร่างกายหลับเป็นเวลา
-ปรับการทำงานของลำไส้
สำหรับคนที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ ลองทานอาหารเหล่านี้ดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยแก้ปัญหาลำไส้ให้คุณได้
ขิง - ในแถบเอเชีย เรากินน้ำขิงเพื่อลดอาการคลื่นไส้ และแก้อาการอาหารไม่ย่อยมานมนานซึ่งการแพทย์สมัยใหม่ก็สนับสนุนแนวการรักษานี้ และยังบอกด้วยว่า ขิงมีคุณสมบัติปรับการทำงานของลำไส้ให้ดีขึ้น และลดอาการปวดท้องได้ด้วย
เมล็ดควินัว (Quinoa) - แป้งที่ไม่เหมือนใครในเมล็ดธัญพืชชนิดนี้ได้ผ่านการทดสอบและวิจัยของสถาบันเคมีอาหารในปี 2012 มาแล้วว่า มีสรรพคุณช่วยป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร สาเหตุของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ได้
-เผาผลาญไขมันส่วนเกิน
นับเป็นข่าวดีของคนกำลังผอมเลยใช่ไหมคะ ที่แค่กินอาหารเหล่านี้ ก็จะช่วยให้การไดเอตของเราประสบผลสำเร็จได้ง่ายขึ้นแล้ว
พริกป่น - ในพริกป่นมีสารแคปสินอยด์ (capsinoids) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเผาผลาญไขมันในเส้นเลือด โดยได้รับการยืนยันจากอาสาสมัครในการทดลองเมื่อปี 2009 ที่กินน้ำมันสกัดจากแคปสินอยด์วันละ 6 กรัมต่อวัน และพบว่า ในกลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้ จะมีปริมาณไขมันน้อยกว่าคนที่ไม่ได้กินน้ำมันสกัลจากแคปสินอยด์ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว




เกรปฟรุต - ผู้เชี่ยวชาญได้บอกว่า สารนารินเจนิน (naringenin) ที่มีอยู่ในเกรปฟรุตมีส่วนช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และหากกินก่อนอาหารทุกมื้อ ก็จะช่วยลดขนาดรอบเอวได้ด้วยล่ะ
ถั่วแระ - เมล็ดเล็ก ๆ มัน ๆ ของถั่วแระอุดมไปด้วยไฟเบอร์ โปรตีน ไขมันชนิดดี ที่จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น และลดอาการอยากของหวาน ๆ อีกด้วย อย่างนี้บ่าย ๆ ก็จัดถั่วแระเป็นของว่างดีไหมคะ อร่อยแบบไม่อ้วน กินได้เพลิน ๆ ไปเลย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก กระปุกดอทคอม

Cr.ข่าว https://m.facebook.com/profile.php?id=249167131776834

คัดลอกจาก:Siriwan Monrit


กดถูกใจ (Like) ​ติดตามข่าวสารจาก สวัสดี